“ประเทศไทย” กำลังตกอยู่ในวงจร “ไม่ท่วมก็แล้ง” ซ้ำซาก...มูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 20 ปี ทะลุ 2 ล้านล้านบาท กลายเป็นคำถามตัวโตที่สังคมต้องฟังชัดๆ จากปากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ กูรูด้านวิศวกรรมปฐพี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ออกมาเขย่าเตือนสติคนไทยผ่านเวทีเสวนาพิเศษ “ลมฝนแปรปรวน ผันผวนวิกฤติคน” ในการประชุมทางวิชาการ มก.ครั้งที่ 64 คัดสรร จัดเต็ม ครบทุกเรื่องราวของนวัตกรรมกับหนทางแก้ไขวิกฤติของโลก “บูรณาการนวัตกรรมและสังคม:ก้าวสู่อนาคตที่ชาญฉลาดและยั่งยืน” เมื่อไม่นานมานี้รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ย้ำว่า ปัญหาที่เราเจอวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องฟ้าฝน แต่คือปมดื้อแพ่งที่ชื่อว่า “ความไม่พร้อม” และ “การไม่ยอมรับความจริง”พลิกแฟ้มย้อนภาพความเสียหายเมื่อครั้งวันวานที่ผ่านมา...โคลนถล่มมิดหลังคาที่แม่สายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม” หรือไม่? รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ เปิดเผยข้อมูลจากการเจาะสำรวจชั้นดิน พบว่าเหตุการณ์โคลนไหลในลักษณะรูปพัด (Fan) เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีตซึ่ง...ทับถมบ้านเรือนสูงถึง 2–3 เมตรขณะที่เมืองเชียงราย เมื่อกางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง 60-70 ปี จะเห็นชัดเจนว่า “แม่น้ำกก” เคยใหญ่กว่าปัจจุบันและเปลี่ยนทิศทางมาตลอด แต่มนุษย์กลับไปสร้างบ้านทับทางน้ำเก่า เมื่อฝนตกหนัก น้ำจึงแค่ “กลับบ้านเก่า” ของมัน...ซึ่งก็คือมีทิศทางการไหลเหมือนในอดีต แต่คนกลับเรียกมันว่าวิกฤตินั่นก็คือ...เมื่อมีปริมาณน้ำมาก น้ำจึงไหลกลับไปท่วมในพื้นที่ที่เป็นทางน้ำเดิม (แม่น้ำเก่า) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนไปแล้วน่าสนใจว่า ปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในเชียงรายส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำต้นน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า) และอิทธิพลของพายุที่แม้จะไม่ได้เข้าไทยโดยตรง แต่เฉียดผ่านและนำฝนมาตกในลุ่มน้ำกรณีถัดมา “น้ำท่วมหาดใหญ่” หาดใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่แอ่งกระทะซึ่งมีความเสี่ยงสูง น้ำไหลจากทิศใต้ขึ้นทิศเหนือลงสู่ทะเลสาบสงขลา มีการวิเคราะห์พบว่าในบางช่วงมีฝนตกหนักรุนแรงในรอบ 10,000 ปี ซึ่งอาจเกิดจากปรากฏการณ์ “แม่น้ำบนชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Rivers)” และ “ภาวะโลกร้อน”ตอกย้ำด้วยความเปลี่ยนแปลงเชิงสถิติ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันไทยเผชิญกับสภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมสลับกันบ่อยครั้งขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ชัดเจน เช่น ป่าไม้ลดลง และการเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกเพื่อลดการใช้น้ำชัดเจนว่าธรรมชาติเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ มนุษย์ต่างหากที่ควร “รับรู้–ยอมรับ–ปรับตัว” ที่จะใช้เป็นคาถาอยู่รอดในยุคโลกป่วนแนวคิดนี้ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ อธิบายให้ฟังว่า “รับรู้” ก็คือต้องรู้ว่าเราอยู่ในจุดเสี่ยง เช่น คนเชียงรายในโซนสีแดงที่มีโอกาสน้ำท่วมถึง 50% แต่ปัจจุบันบ้านเรือนกลับยังไม่ยกสูงหรือเตรียมพร้อมรับมือถัดมา “ยอมรับ” นี่คือด่านที่ยากที่สุด เพราะแต่ละกลุ่มสังคมมี “ความกลัว” ต่างกัน“คนเมืองกลัวน้ำท่วม แต่คนจนกลัวแล้งเพราะไม่มีเงินประทังชีวิต การยอมรับว่าเราอยู่ในที่อันตรายและต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตคือทางรอดเดียว”สุดท้าย “ปรับตัว” เลิกนิสัยรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ดูอย่าง “สิงคโปร์” ที่วางแผนป้องกันน้ำทะเลหนุนล่วงหน้าเป็น 100-300 ปี หรือ “เวียดนาม” โครงการ “แม่โขงเดลต้า” ที่จัดโซนนิ่งพื้นที่ตามลักษณะภูมิศาสตร์และภัยพิบัติ แยกโซนเกษตรและอุตสาหกรรมตามสภาพภูมิศาสตร์อย่างเด็ดขาดปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่คือ “ความรู้มีแต่เอาไปใช้ไม่ได้” หรือไม่? เช่น กรณีดินถล่มที่ภูเก็ต ซึ่งถูกระบุว่าเป็นจุดเสี่ยงอันดับต้นๆตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่กลับไม่มีการแก้ไขจนเกิดความสูญเสียรศ.ดร.สุทธิศักดิ์ จึงเสนอทางออกด้วยทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ประกอบด้วยความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง, การยอมรับของสังคม, นโยบายที่ทำได้จริง ด้วยว่าภัยพิบัติในปัจจุบันมีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเราต้องปรับตัวจากการใช้เพียงความรู้ไปสู่การสร้างนโยบายและความร่วมมือในชุมชนเพื่อความยั่งยืนล่าสุดมีการร่าง “พ.ร.บ.ป้องกันภัยดินถล่มในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่สูง” เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามสร้างโครงสร้างป้องกันภัยในพื้นที่ป่าและการใช้ “นวัตกรรมชุมชน” ง่ายๆอย่างกระบอกวัดน้ำฝนราคาประหยัดที่เชื่อมต่อแอปพลิเคชัน ให้ชาวบ้านประเมินความเสี่ยงและหนีตายได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากเรื่องน้ำแล้ว ยังมีอีกถึงภัยที่มองไม่เห็นอย่าง “แผ่นดินไหว” ปัจจุบันมีการค้นพบรอยเลื่อนมีพลังใหม่ๆ เช่นที่ เพชรบูรณ์ และ นครนายก แต่กฎหมายควบคุมอาคารกลับยังปรับปรุงไม่ทันความรู้ใหม่ ขณะที่แรงสั่นสะเทือนจากพม่าก็มีโอกาสส่งผลถึงกรุงเทพฯได้รุนแรงกว่าที่คิดย้ำว่า...เมืองเศรษฐกิจที่มี GDP สูงควรมีการทำแบบจำลองเหตุการณ์รุนแรงเพื่อวางแผนป้องกัน เนื่องจากโมเดลในอดีตอาจไม่ครอบคลุมความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะ “แผ่นดินไหว” ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ที่เราพบเหตุการณ์บ่อยขึ้นเป็นเพราะเรามีเครื่องมือวัดที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...แผนที่ควบคุมอาคารเพื่อรับมือแผ่นดินไหวในไทยยังคงล่าช้ากว่าการค้นพบรอยเลื่อนใหม่ๆถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “คนไทย” ต้องเลิกโทษ “ฟ้าฝนแปรปรวน” แล้วหันมาถามตัวเองว่า “เราพร้อมจะปรับตัว” เพื่ออยู่รอดในโลกใบเดิมที่รุนแรงกว่าเดิมแล้วหรือยัง? ก่อนที่บทเรียนถัดไปจะแลกด้วยชีวิตที่มากกว่าเดิม.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม