สิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดนอกจากมองไม่เห็นก็คือเดินไม่ได้ และถ้าไม่ได้เคลื่อนย้ายขยับกาย ไม่เพียงสภาพร่างกายเสื่อมถอย จิตใจก็เหี่ยวเฉา ซึ่งแต่ละปีมีผู้สูงวัยเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่าประมาณ 12,000-13,000 คน หากรวมเปลี่ยนสะโพกด้วยก็มีเกือบ 30,000 คน ในขณะที่แพทย์มีจำนวนไม่เพียงพอ ยิ่งเป็นหมอใหญ่บางท่านต้องจองคิวเป็นปีโดยทั่วไปการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล 4-5 วัน เพราะหลังผ่าตัดต้องรอดูอาการ ปรับสภาพ และทำกายภาพฝึกเดิน แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราชสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้แบบผ่าเช้ากลับเย็น ไม่ต้องแอดมิต เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ป่วยและระบบบริการสาธารณสุขศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม รพ.ศิริราช เผยว่า ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแบบผ่าเช้ากลับเย็นแล้วทั้งสิ้น 27 ราย ในจำนวนนี้เป็น ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน 23 ราย เปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ 3 ราย และ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม 1 รายศ.นพ.กีรติกล่าวว่า เป็นเรื่องวิเศษมาก ที่แพทย์ไทยสามารถผ่าตัดแบบนี้ได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกัน ทั้งทีมแพทย์ และ ผู้ป่วยกับญาติ ในส่วนของทีมแพทย์ต้องมีจังหวะการรับส่งแต่ละช่วงอย่างเหมาะเจาะ วิสัญญีแพทย์ให้ยาไม่มากไม่น้อยเกินไป ศัลยแพทย์เวลาผ่าตัดรวดเร็ว แม่นยำ แผลเล็ก ไม่ให้ช้ำเยอะ พอกลับถึงหอผู้ป่วยก็จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้ป่วยพร้อมที่จะลุกนั่ง ช่วยเหลือตัวเอง และฝึกเดินด้วยวอล์กเกอร์ นักกายภาพบำบัดต้องจับสังเกตการฝึกเดินของผู้ป่วยแต่ละคน รู้จังหวะกระตุ้นให้เกิดความกล้าและมั่นใจที่จะเดิน เมื่อกลับบ้านก็มีทีมสนับสนุนคอยโทร.ติดตามอาการเสมือนอยู่ในโรงพยาบาล(ปกติหลังผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่า ต้องรอวันที่ 2-3 กว่าจะให้ลุกนั่งได้ เพราะกลัวแผลช้ำ เสียเลือดเยอะ ฟื้นตัวช้า และบางทีก็ให้ยาสลบเผื่อมากเกินไป ทำให้คนไข้สะบักสะบอม มึนงง อาเจียน ปวดหัว ยืนเดินไม่ได้)การผ่าตัดแบบนี้มาโรงพยาบาลตอนตีห้า ทุ่มนึงก็กลับบ้านได้แล้ว ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แค่ 2 สัปดาห์เดินตัวเปล่าได้เลย ครบเดือนก็ขับรถได้ หรืออยากจะวิ่งจ๊อกกิ้งก็รออีกแค่ 2-3 เดือนพักรักษาตัวที่บ้าน บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมย่อมดีกว่าอยู่โรงพยาบาล และไม่ต้องเสี่ยงติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคโควิดระบาด คนไข้ได้ประโยชน์อย่างมาก ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนส่วนประโยชน์ต่อระบบบริการสาธารณสุข จากเดิมคนไข้ 1 คน ครองเตียง 5 วัน ถ้าเป็นแบบผ่าเช้ากลับเย็น จะผ่าตัดคนไข้ได้ 5 คน ใช้ทรัพยากรเท่าเดิม แต่ให้บริการคนไข้ได้เพิ่ม 5 เท่า แถมช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล มีเตียงรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินศ.นพ.กีรติบอกด้วยว่า จากที่ผ่าตัดทั้ง 27 ราย ไม่มีรายไหนเลยที่กลับบ้านแล้วต้องกลับมาหาหมอก่อนถึงเวลานัดติดตามอาการ ถึงวันนี้เรามีความมั่นใจเต็มร้อย จึงอยากส่งสัญญาณถึงผู้ป่วยทุกคนให้เกิดความเชื่อมั่น และ รพ.ศิริราชพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลไหนต้องการมาศึกษาดูงาน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล เราพร้อมเป็นพี่เลี้ยงจัดทีมไปช่วยนับเป็นข่าวดีที่ช่วยกันยกระดับระบบสาธารณสุขไทย ผมก็ขอช่วยประชาสัมพันธ์ให้ตรงนี้ครับ.ลมกรด