ดีเอสไอลุยค้น 5 จุดทั่วกรุง เก็บหลักฐานบริษัทธุรกิจสแกนม่านตาคนไทย กว่า 1.2 ล้านคนแลกเหรียญดิจิทัล รองอธิบดีดีเอสไอเผยผลปฏิบัติ ยึดเครื่องสแกนม่านตา 4 เครื่อง เร่งตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง จ่อเรียก “ร.อ.ธรรมนัส-นฤมล” สอบปากคำกรณีร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MOU ระหว่างบริษัทเอกชนจากสิงคโปร์และกระทรวงดีอีกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) มีนายประเสริฐ จันทร รวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) นายเบน สมิท ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามดังกล่าว ทำให้นายไชยชนกประสานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กับสำนักงาน ปปง. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 ตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้เชิญนายประเสริฐ และนายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความ เข้าใจ ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯกับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 ล่าสุดวันที่ 8 ม.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ขอศาลออกหมายค้น 5 จุดคือ 1.บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2.บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด 3.บริษัท ทีไอดีซี จำกัด 4.บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.บ้านนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซีฯ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเอกสาร พยานวัตถุ รวมถึงการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ภายในบริษัททีไอดีซีฯ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนใช้ขยายผลพิจารณาดำเนินคดีหากพบการกระทำความผิดต่อมาเวลา 14.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงกรณีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด ว่า จากการตรวจค้นได้ตรวจยึดพยานเอกสารที่บ้านพักในหมู่บ้านย่านพระราม 2 ของผู้บริหารบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ได้บางส่วน และในการตรวจค้นที่บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) เลขที่ 11/1 ซอยรามคำแหง 121 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. พบเครื่องสแกนม่านตา 4 ชุดที่หลงเหลืออยู่ คือความตั้งใจเพื่อใช้พิสูจน์ว่าตัวที่เขาเก็บสแกนม่านตาของคนไทยไว้ 1.2 ล้านคน ได้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหนและถ่ายโอนไปที่ไหนบ้าง เพราะอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงในอนาคตได้ อย่างไร ก็ตาม ตอนนี้เป็นเรื่องที่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำพยานให้เพียงพอก่อนพิจารณาเรื่องฐานความผิดและผู้กระทำความผิดต่อไปร.ต.อ.สุรวุฒิกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ได้หารือกับผู้แทน ก.ล.ต. ในฐานะเป็นเจ้าของกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ที่ควบคุมดูแลเรื่องธุรกิจที่มีการใช้เหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ลงมติกล่าวโทษร่วมกันต่อไป แต่ในตอนนี้ลักษณะคดีเรื่องการสแกนม่านตา ประเทศ ไทยยังไม่เคยมีกำหนดว่าเป็นความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ แต่ถ้ากฎหมายเทียบเคียงเรื่องนี้จะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพราะมีการสแกนม่านตา แต่เมื่อมีการสแกนม่านตาแล้วมีเหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอกับ ก.ล.ต. จะได้พิจารณาร่วมกันถึงความผิดใน พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คาดว่าอีกไม่นาน ภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน เพราะ ก.ล.ต. มองกรณีนี้เป็นกรณีใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนรองอธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และได้พูดคุยกับกรรมการบริษัทบางแห่ง มีการปฏิเสธเรื่องจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการสแกนม่านตาว่าไม่ได้จัดเก็บข้อมูล ได้ลบข้อมูลไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเราไม่เชื่อเช่นนั้น ต้องหาพยานหลักฐานไปชั่งน้ำหนักกับคำพูดของเขา สำหรับบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด แต่เดิมมีผู้ก่อตั้งเป็นชาวสิงคโปร์ ชื่อนายจอร์จ จากนั้นจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นมาเป็นของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการคนปัจจุบัน ซึ่งนายโอภาสเป็นกรรมการของบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) ด้วย ทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ จึงต้องเข้าตรวจค้นในวันนี้ว่าใครคือตัวการแท้จริง ส่วนนายโอภาสขณะตรวจค้นอยู่ต่างจังหวัด ได้นัดหมายสอบปากคำในฐานะพยานไว้เรียบร้อยแล้วในสัปดาห์หน้าเมื่อถามว่ามีรายงานข้อมูลทำนองว่าบริษัทเอกชนของสิงคโปร์ที่มาเซ็น MOU ร่วมกับกระทรวงดีอี มีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิท เป็นไปได้หรือไม่ที่ MOU ฉบับนี้อาจมีการชักนำมาโดยนายเบน สมิท หรือข้าราชการไทยรายใดหรือไม่ ร.ต.อ. สุรวุฒิกล่าวว่า ส่วนนี้ยังคงเป็นรายละเอียดลึกเกินไป แต่ตามทั่วไปแล้ว ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นเห็นชัดว่ามาจากทางบริษัทสิงคโปร์เป็นฝ่ายเข้ามา นอกจากนายโอภาสยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรณีที่ปรากฏภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU วันที่ 27 มี.ค.2567 ต้องเชิญทั้งคู่มาสอบปากคำพยานเช่นกัน ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันนั้นอย่างไรบ้างเมื่อถามว่าการให้ข้อมูลปากคำในฐานะพยานของนายประเสริฐ อดีต รมว.ดีอี และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความสอดคล้องกันหรือไม่ ร.ต.อ.สุรวุฒิกล่าวว่า มีข้อมูลที่สัมพันธ์กันบางส่วน และอาจคลาดเคลื่อนข้อมูลกันบ้าง เพราะมันหลายปี จากนี้ต้องขอเวลาไปขยายผล เพราะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรมว.ยุติธรรม อยากให้วางไทม์ไลน์การดำเนินการงานในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เรื่องสแกนม่านตาเป็นเรื่องความมั่นคงน่าเป็นห่วง เป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทางชีวภาพ ดีเอสไอบูรณาการหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ กรณีที่มีคนไทย 1.2 ล้านคนเคยสแกนม่านตาไปแล้ว ได้ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์จากพื้นที่เป้าหมายมาตรวจสอบดูด้วยว่าจะมีข้อมูลใดหรือไม่ อยากให้คนที่เคยสแกนม่านตาได้เข้ามาให้ข้อมูล เพราะตอนนี้คนเข้ามาให้ข้อมูลน้อยมาก แต่ ณ ตอนนี้ ดีเอสไอก็พอเห็นภาพฟังก์ชันการทำงานบ้างแล้วว่ามันทำงานอย่างไรบ้าง สอดคล้องกับการสอบสวนที่ดำเนินการอยู่อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่