อากาศเย็นสลับร้อน ท้องฟ้าสลัวแยกไม่ออกหมอกหรือควัน PM2.5บรรยากาศขมุกขมัวในเมืองกรุงเริ่มมีภาวะฝุ่น สัมผัสได้ด้วยอาการระบบทางเดินหายใจ เจ็บคอ เคืองนัยน์ตา ทำให้ผวา แยกไม่ออกกับอาการของคนติดเชื้อโควิดทั้งสายพันธุ์เดลตา สายพันธุ์โอมิครอนโควิด ฝุ่นควันพิษ บททดสอบการดำรงชีวิตของประชาชนคนไทยในขณะที่การเมืองเรื่องของการแย่งชิงอำนาจก็กำลังฟัดกันฝุ่นตลบ กับไฟต์เลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 และ ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่จะได้ฤกษ์เข้าคูหากาบัตรกันวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคมนี้ศึกชิง 2 เก้าอี้ สนามปักษ์ใต้ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ว่ากันตามสมการตัวเลข ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร 2 เสียง ไม่ได้ส่งผลต่อดุลอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านสักเท่าไหร่เพราะจำนวน ส.ส. นับฝักถั่วห่างกันพอสมควรอีกทั้งโดยสภาพการณ์ในสนามทั้งชุมพรและสงขลา ตามสายตาเซียนการเมืองก็มีแค่ 2 พรรคที่ได้ลุ้น นั่นคือ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าเจ้าถิ่น กับผู้ท้าชิงจากค่ายพลังประชารัฐเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน นั่นหมายถึงเสียงของรัฐบาลไม่น่าหายไปเหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่รัฐนาวา เรือเหล็กปะผุ สนิมเกรอะ “กัปตัน” อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ก็อยู่ในสภาพเสี่ยงอับปางสภาพร่อแร่ การสละเรือ ยุบสภา เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อเลยว่า ในอารมณ์ที่นักเลือกตั้งอาชีพส่วนใหญ่ ไม่รู้จะลงทุนไปเพื่ออะไรแต่นั่นก็สวนทางกันเลยกับบรรยากาศบู๊ ดุเดือดเลือดพล่าน ในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 และ ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่ใส่กันเต็มอัตราศึกพลังประชารัฐ กับประชาธิปัตย์ ซัดกันแบบไม่ไว้ไมตรีฟ้องประจานสถานะ “เพื่อนกิน” ไม่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้ง ถึงจุดแย่งอำนาจและผลประโยชน์ก็พลิกเป็นศัตรู คู่อาฆาต ฟาดฟันกันไม่เลี้ยงงัดอาวุธใส่กันเต็มอัตราศึกทั้งบนดิน ใต้ดินสถานการณ์แบบที่ประชาธิปัตย์อาศัยฟอร์มเขี้ยว ชิงตีกินคะแนนสงสาร ประจานคู่แข่งตุกติก ใช้อำนาจท็อปบูตเข้าไปกดดันในพื้นที่เลือกตั้งชุมพร เขต 1 ร้องดังๆให้ได้ยินไปถึง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ.ต้องสั่งตั้งกรรมการสอบ “เสธ.ทหารม้า” สายตรง ทีมอำนาจ 3 ป.เตะตัดขา “ตัวช่วย” ชะลอเกมรุกของคู่แข่งได้ชะงัดและนั่นก็เหมือนเป็นการกระตุกต่อมฉุน “บิ๊ก บราเธอร์” ในอารมณ์สวนหมัดท้ารบ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จัดทัพใหญ่นำขบวนเดินสายลงพื้นที่ ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร พปชร.ด้วยตัวเอง“เบอร์ใหญ่” เล่นเอง ไสช้างทำยุทธหัตถีเพราะอีกฟาก “อู๊ดด้า” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จัดทัพหลวง ลุยสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันปราศรัย ด่า ประจานกันแรงๆ แบบที่ลืมไปเลยว่า ด่าตัวเองด้วย เพราะร่วมรัฐบาลเดียวกันแค่สนามซ้อม เดิมพันเลือกตั้งซ่อมปักษ์ใต้ 2 เก้าอี้ ไม่มีผลต่อเสียงในสภาอย่าว่าแต่ประชาชนทางบ้านจะงงๆกับเกมสัประยุทธ์ แม้แต่นักเลือกตั้งอาชีพขาใหญ่ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันยังไม่เข้าใจในยุทธศาสตร์ของ “ทหารอาชีพ” ที่เปลี่ยนมาเล่นการเมือง เพราะเหตุใด ทีมพลังประชารัฐ ขุมอำนาจ 3 ป. ถึงกล้าลุยปะฉะดะกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ แบบไม่กลัวอีกฝ่ายจะสละเรือชิ่งรัฐบาลปะผุ ในห้วงที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในภาวะ ลูกผีลูกคนเสียงในสภาของรัฐบาลล้น แต่เจอเกมซ่อมแต้มทำสภาล่มติดๆกันและอย่างที่รู้ๆกัน ตามฟอร์มประชาธิปัตย์ ถนัดอยู่แล้วเรื่องชิงเหลี่ยมเปลี่ยนกระแสเป็นพระเอกถึงจุดนี้อาจเป็นจังหวะเรียก “ศักดิ์ศรี” คืน จากสภาพ “เพื่อนกิน” ที่เกาะแข้งเกาะขาท็อปบูตไม่ปล่อย โดน พปชร.สอยเลือกตั้งซ่อมปักษ์ใต้ กลืนเลือดแล้วหลายรอบจนจุกแต่มาถึงตรงนี้ มันก็ชัดแล้วว่าทีม พปชร.ไม่สนใจ “เพื่อนกิน”การตัดสินใจลุยหักดิบกับทีมประชาธิปัตย์ น่าจะเป็น “ไฟต์บังคับ” ในเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์ภายในค่ายพลังประชารัฐเองที่ยังแกว่งกุมสภาพการบริหารอำนาจไม่ได้ ใครเป็นใคร สายไหนเป็นสายไหนที่แน่ๆถ้าย้อนไปแกะรอยตามทิศทางข่าวก่อนเปิดสนามเลือกตั้งซ่อมปักษ์ใต้ทั้งสงขลาและชุมพร ตอนแรกเลยมีสัญญาณจาก “บิ๊กบราเธอร์” จะส่งมวยลุยที่สงขลาเท่านั้น ส่วนที่ชุมพรส่อเลี่ยง “บาย” ให้ “ลูกหมี” นายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.เจ้าของเก้าอี้เดิมเพราะมีออปชัน สัญญาใจ จะย้ายค่ายมาใส่เสื้อวิน พปชร.ในการเลือกตั้งรอบหน้าพร้อมทั้งมอบดาบให้ “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน สายตรง “บิ๊กตู่” เป็นผู้นำทัพ ลุยสู้กับเจ้าถิ่น แทนที่จะเป็น “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ที่มีข่าวว่าเกิดอาการอึกๆอักๆ เพราะเลี่ยงไม่อยากปะทะกับสหายรักอย่างนายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สายใต้ ที่คุมทัพปักหลักสู้ที่สงขลาแต่ไปๆมาๆ ต้องกลับลำนาทีสุดท้าย พรรคพลังประชารัฐตัดสินใจส่งผู้สมัครชนกับ “นอมินี” ของนายชุมพล เพราะ พล.อ.ประวิตร ไม่ไว้ใจ “ลูกหมี” ที่เป็นสายตรงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ กปปส. ส่อเค้าโดนเบี้ยวนาทีสุดท้ายและนั่นก็เลยกลายมาเป็นการสัประยุทธ์เกมหนัก “บิ๊กป้อม” ไสช้างเข้าลุยเองเช่นเดียวกับที่สนามเลือกตั้งซ่อมสงขลา เขต 6 ก็ปรากฏกายของ “ผู้กองนัส” ขึ้นเวทีเป็นเงาประกบ พล.อ.ประวิตร แสดงตัวเป็นขุนพลหลักในการลุยชิงเดิมพันสวนทางกับ “เสี่ยเฮ้ง” ที่หายไปหลบอยู่มุมเวที“บิ๊กบราเธอร์” นำทีมพลังประชารัฐลุยเต็มตัว เดินเครื่องเต็มสูบ โดยมี “มืองาน” ตัวจริงเสียงจริงอย่าง ร.อ.ธรรมนัส มาขนาบข้างเป็นตัวช่วยนั่นหมายถึงการกลบรอยแตกในค่าย พปชร.ชั่วขณะและนั่นก็ไม่แน่ว่า จะเต็มร้อยแค่ไหน ในอารมณ์ที่ “ผู้กองนัส” ยังมีอาการทางใจกับ “บิ๊กตู่” สถานะหอกข้างแคร่ ที่พร้อมเล่นเกม “ซ่อนแต้ม” ในสภาได้ทุกเมื่อเชื่อเลยว่า “ผู้กองนัส” เล่นบทตาม “บิ๊กบราเธอร์” แบบเสียไม่ได้สภาพกองทัพพลังประชารัฐลุยแบบมีเหลี่ยมแฝง แทงกั๊ก หักหน้า หักอำนาจกันภายใน มันย่อมเหมือนเครื่องเร่งไม่เต็มสูบ โอกาสย่อมน้อยกว่าแต่ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายประชาธิปัตย์ในฐานะแชมป์เก่าเจ้าถิ่นเองก็ใช่ว่าแน่นปึ้กในสภาพไม่ได้แตกต่างจากค่ายพลังประชารัฐ ยี่ห้อ ปชป.ก็แฝงไปด้วยรอยร้าวภายในที่แตกชัดแบบที่คนนอกยังมองเห็นรอยแยกเหนืออื่นใด เป็นการยืนยันจากปากของ “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ประธานสภาฯ ยอมรับสภาพเลยว่า เป็นห่วงเกียรติภูมิพรรคประชาธิปัตย์ ที่สมาชิกเก่าไหลออกกลับมาเป็นคู่ต่อสู้กันเองทำให้พรรคต้องออกแรงเหนื่อยขึ้นอีกหลายเท่าและเท่าที่เห็น โดยอารมณ์แบบที่นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา เขต 6 ค่ายประชาธิปัตย์ ที่แสดงอาการชัด เตรียมชิ่ง ปชป.ไปอยู่กับค่าย กปปส.ของทีม “ลุงกำนัน”นั่นก็เกิดเครื่องหมายคำถาม “ถาวร” จะช่วยคน ปชป.เต็มสูบหรือไม่อาการใกล้เคียงกับสถานการณ์เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่นายชุมพล เจ้าของแชมป์ค่าย ปชป.แต่ใจอยู่กับ “ลุงกำนัน” อิงค่าย กปปส.มานานแล้วแนวโน้มกองเชียร์ประชาธิปัตย์คงพะอืดพะอม จะกาบัตรให้ใครดีนี่ว่ากันในมุมของสถานการณ์ภายในที่แฝงสนิมเกรอะกรัง เต็มไปด้วยรอยแตกแยกทั้งประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ ต้องสัประยุทธ์กันแบบไม่เต็มสูบมวยขาเป๋ ฟัดกับมวยขาเดี้ยงยังไม่ได้มองกันในมุมของเชิงบริหารที่ต้องประชันกันหาเสียง ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประวิตร ปราศรัยบนเวที เคลมผลงาน “คนละครึ่ง” เป็นโบแดงของ “นายกฯลุงตู่” ขณะที่ “อู๊ดด้า” ก็ขึ้นเวทีแก้ลำทันควัน ยืนยันโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายร่วมกันของรัฐบาล รวมทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ก็ร่วมด้วยช่วยกันต้องแย่งกันเคลมผลงานรัฐบาลที่มีอยู่น้อยนิดภายใต้สภาพมหาวิกฤติโควิด เศรษฐกิจตกลึกถึงก้นเหว ฝีมือบริหารเกรดซี เกรดดี ขายไม่ออกโชว์อะไร ไม่ได้ ยิ่งประชาธิปัตย์ยามนี้หนักกว่าใคร เพราะทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ที่คุมโควตา กำลังเผชิญมหันตภัย “หมูแพง” ไก่ ไข่ พาเหรดขึ้นราคา ชาวบ้านด่ากันขรมทุกตรอกซอกซอยลามไปถึง “กัปตันทีมเศรษฐกิจ” อย่าง “บิ๊กตู่” ไม่พ้นเสียงอัปเปหิฝีมือเชิงเศรษฐกิจ ทำแต้มติดลบทั้งรัฐบาล.“ทีมการเมือง”