การระบาดของโควิด-19 “โอมิครอน” ในสหรัฐฯ ทำสถิติช็อกโลก อีกครั้ง เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มกราคม พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึง 1.13 ล้านราย ก่อนหน้านี้ 3 มกราคม สหรัฐฯเพิ่งทำสถิติโลกพบมีผู้ติดเชื้อใหม่กว่า 1 ล้านรายในวันเดียว สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่ายอดผู้ติดเชื้อใหม่ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ในรอบ 2 สัปดาห์เฉลี่ยพบผู้ติดเชื้อใหม่วันละกว่า 700,000 ราย และยังไม่มีสัญญาณว่าจะชะลอตัวลงนอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2 เท่า ในรอบ 3 สัปดาห์ มีผู้เข้ารับการรักษากว่า 135,500 รายต่อวัน ทำลายสถิติเดิมในเดือนมกราคม 2564 ที่มีผู้เข้ารับการรักษาสูงสุด 132,051 รายต่อวันข้อมูลเหล่านี้แสดงว่า “โอมิครอน” มีพิษร้ายไม่แพ้โควิดรุ่นพี่ตัวอื่นๆ แม้ว่า สายพันธุ์โอมิครอนจะมีความรุนแรงน้อยกว่า แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯเตือนว่า ยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก อย่างรวดเร็ว อาจทำให้ระบบโรงพยาบาลเกิดความตึงเครียด บางแห่งได้ระงับการรักษาแบบไม่เร่งด่วน เพราะต้องรับมือกับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน ผู้ติดเชื้อใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาลจนเต็มเกือบทุกแห่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ก็เพิ่งประกาศลดการรับคนไข้อื่นลง 50% เนื่องจากผู้ป่วยโควิดเข้ารักษาจนเตียงเต็มเช่นเดียวกับโรงพยาบาลอื่นๆผมจึงไม่เห็นด้วยกับ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงวันวาน รัฐบาลกำลังพิจารณาจะประกาศให้โควิด–19 โอมิครอน ที่กำลังระบาดไปทั่วประเทศเป็น “โรคประจำถิ่น” (Endemic) ไม่ใช่โรคระบาดอีกต่อไป โดยอ้างว่า มีการบริหารจัดการดูแลดี ทำให้ชะลอการระบาด ประชาชนร่วมมือฉีดวัคซีน ทำให้มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี และ เชื้อโอมิครอนก็มีความรุนแรงลดลงเมื่อรัฐบาลประกาศให้ “โควิด-19” เป็น “โรคประจำถิ่น” แล้ว ผู้ติดเชื้อก็ให้รักษาตัวที่บ้านแบบ Home lsolation และ ศูนย์พักคอยในชุมชน (Community lsolation) แทนการไปรักษาตัวในโรงพยาบาล นพ.เกียรติภูมิ ยํ้าว่า “กระทรวงสาธารณสุขจะพยายามจัดการให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นให้ได้ในปีนี้” ไม่รู้จะเร่งประกาศไปทำไม มีใครอยากใช้หาเสียงหรือเปล่า ทั้งที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขยังไม่พร้อมผมฟังแล้วก็งงๆ ไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศให้โรคระบาดโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้จริงหรือ ทั้งที่ การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 ณ วันที่ 10 มกราคม เพิ่งฉีดไปได้แค่ 8.29 ล้านโดส 0.1% ของประชากรเท่านั้นเองศูนย์วิจัยคลินิกศิริราช เพิ่งเปิดเผยผลการวิจัย การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโควิดสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอน ของ วัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ครึ่งโดส และ ไฟเซอร์เต็มโดส พบว่าวัคซีนแอสตราฯให้ภูมิคุ้มกันต่อโอมิครอนตํ่าที่สุด ดังนี้1.ซิโนแวค+ซิโนแวค+แอสตราฯ ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ เดลตา 587 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 170 GMT ตํ่ากว่าเดลตา 2-3 เท่า 2.ซิโนแวค+ซิโนแวค+ไฟเซอร์ครึ่งโดส ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ เดลตา 1,002 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 507 GMT ตํ่ากว่า 1 เท่า 3.ซิโนแวค+ซิโนแวค+ไฟเซอร์เต็มโดส ให้ภูมิคุ้มกันต่างสายพันธุ์ เดลตา 1,143 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 521 GMT ตํ่ากว่าประมาณ 1 เท่า4.แอสตราฯ+แอสตราฯ+แอสตราฯ ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ เดลตา 121 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 22 GMT ตํ่ามาก 5.แอสตราฯ+แอสตราฯ+ไฟเซอร์ครึ่งโดส ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตา 674 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 232 GMT ตํ่ากว่า 2-3 เท่า 6.แอสตราฯ+แอสตราฯ+ไฟเซอร์เต็มโดส ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ เดลตา 917 GMT ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ โอมิครอน 521 GMT ตํ่ากว่า 1 เท่าศูนย์วิจัยคลินิกศิริราช จึงแนะนำให้ผู้ฉีด ซิโนแวค และ แอสตราฯ มาแล้ว 2 เข็ม ควรฉีดเข็มกระตุ้นเข็ม 3 เป็นไฟเซอร์ จะได้ภูมิคุ้มกันสูงสุดต่อ เดลตา และ โอมิครอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”