เป็นความเอาจริงเอาจังต่อการจัดระเบียบ เอ็นจีโอ ของรัฐบาลนี้ หลังที่ประชุม ครม. ครั้งที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแนวทางการยกร่าง พ.ร.บ.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไรหรือที่องค์กรภาคประชาชน ให้สมญาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า “พ.ร.บ.ควบคุมเอ็นจีโอ”หลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทางรัฐบาลอ้างว่า ต้องการมุ่งเน้นส่งเสริมองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ให้ดำเนินกิจการเป็นไปอย่างเปิดเผย โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะรวมทั้งมีการกำหนดกลไกการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น ไม่ให้เป็นภาระแก่องค์กรดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชนที่สำคัญการดำเนินกิจกรรม ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 25 บัญญัติไว้เป็นไปตามมาตรฐานสากลว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ป้องกันการสนับสนุนด้านการเงินในการต่อต้านการก่อการร้ายมีสาระสำคัญกำหนดให้ต้องดำเนินการดังนี้1.ต้องจดแจ้งการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ หรือกำไร ต่อกรมการปกครอง2.ต้องเปิดเผยแหล่งที่มา และจำนวนของเงินหรือทรัพย์สิน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี3.ต้องเสนอรายงานการสอบบัญชี โดยผู้สอบบัญชี4.รับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้ เฉพาะกิจกรรมที่กฎหมายกำหนดถือเป็นการรุกคืบเข้าใส่กลุ่มองค์กรที่นับได้ว่า เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอำนาจรัฐมานานซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีปฏิกิริยาตอบโต้สวนกลับมาทันควันโดย 1,867 องค์กรสังคม ในนาม เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ยืนยันเจตนารมณ์ “ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มทางสังคม เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของตนเองในการพัฒนาประเทศ” มีใจความพอสรุปได้ว่า“เป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับเสรีภาพในการรวมกลุ่ม การชุมนุมสาธารณะ การแสดงออก และสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต ตามอำเภอใจ เจตนา และเนื้อหาต้องการควบคุม กำกับ และเข้าข่ายคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชนในทุกรูปแบบ เป็นความพยายามของรัฐบาลที่ส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์กำลังใช้ระบบราชการอำนาจนิยมแบบเผด็จการทหาร ในการกำกับควบคุมภาคประชาชน ให้ดำเนินกิจกรรมอยู่ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของตนเองเท่านั้น อันเป็นภัยคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชน มากกว่ามองเห็นเป็นหุ้นส่วน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์และบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง และขัดต่อหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”ทางเครือข่ายฯ ยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการถูกตรวจสอบ แต่ไม่ยอมรับ เตรียมนัดหมายองค์กร/เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ ร่วมแสดงเจตนารมณ์ ให้ออกมาคัดค้านรัฐบาลร่วมกันนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา มักพูดติดปาก “ไม่ได้ทำผิดแล้วจะกลัวอะไร” ก็ต้องย้อนกลับไปว่าถ้ารัฐบาลไม่ได้ทำผิด จะไปกลัวอะไรกับการมีเอ็นจีโอคอยตรวจสอบ.เพลิงสุริยะ