หลังวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตีปี๊บโฆษณาผลงานรัฐบาล อ้างว่าประสบความสำเร็จในการป้องกันปัญหาโควิด กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวด้วยการเปิดประเทศ โครงการคนละครึ่ง โครงการประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี และประกันรายได้เกษตรกรคำโฆษณาผลงานรัฐบาลจบลงด้วยคำสัญญาตั้งเป้าหมายให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้หนี้ครัวเรือนให้สำเร็จ หวังว่าจะไม่ใช่คำสัญญาลมๆ แล้งๆ เหมือน กับที่เคยสัญญาไว้หลายเรื่อง รวมทั้งสัญญาหลังการยึดอำนาจ เมื่อปี 2557 ที่จะทำให้แผ่นดินไทยดีในไม่ช้า และขอคืนความสุขให้ประชาชนหลังจากนายกรัฐมนตรีสัญญาจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มีผู้ที่ติดตามปัญหานี้ ชี้ให้ดูตัวเลขล่าสุดของไตรมาสที่ 3 ปี 2564 คนไทยเป็นหนี้ครัวเรือน 14.27 ล้านล้านบาท เท่ากับ 89.3% ของจีดีพี ก่อนหน้านี้ มีตัวเลขระบุว่าคนไทยเป็นหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 4.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.3% สูงสุดในรอบ 18 ปียังมีหนี้นอกระบบอีกราว 4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย ชาวบ้านทั่วไป หาบเร่ แผงลอย ที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าหนี้ ได้แก่ ความยากจน เมื่อหลายสิบปีก่อน มีคนจนในไทยถึง 65% ลดลงเหลือเพียง 9.5% แต่พุ่งขึ้นมาอีกจาก 7.2% เป็น 9.8% ระหว่างปี 2558–2561เป็นช่วงที่ความยากจนเบ่งบาน ตรงกับช่วงต้นของรัฐบาล คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ และเป็นติดต่อกันมากว่า 7 ปี (ไม่ใช่แค่กว่า 2 ปี) นโยบายแก้ความยากจนของรัฐบาลประยุทธ์ ได้แก่การลดแลกแจกแถม เช่น โครงการคนละครึ่ง และการแจกบัตรสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านบาท คนละ 200-300 บาทต่อเดือนทั้งสองโครงการ แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนได้หรือไม่? คือคำถามจากประชาชน อีกปัญหา หนึ่งซึ่งหนักหนาสาหัส คือความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อัครมหาเศรษฐี 1% ของประชากรทั้งประเทศ มีส่วนแบ่งรายได้ถึง 20% ธุรกิจระดับเจ้าสัว 5% แต่มีส่วนแบ่งรายได้ถึง 85%ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ยังมีความเหลื่อมล้ำอีกหลายมิติ เช่น โอกาสเข้าถึงบริการการศึกษา และสาธารณสุข และความยุติธรรม ในสังคม ไทยได้คะแนนต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน ไม่ต้องพูดถึงความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง ที่ยังเป็นระบอบประยุทธ์ นี่คือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีใช่หรือไม่.