“วิษณุ” โยนศาล รธน.คำตอบ สุดท้ายวาระ 8 ปี นายกฯตู่ รัฐบาลรอจังหวะยังไม่ต้องทำอะไร “พรเพชร” เมินคนอื่นพูดไปไร้ประโยชน์ “เพื่อไทย-ก้าวไกล” ประสานเสียงไล่ เพื่อความสง่างามไขก๊อกก่อนเรื่องถึงศาลฯ “ประเสริฐ” รอใกล้ ส.ค.65 ชงตีความเป็นบรรทัดฐาน “ณัฐวุฒิ” แซะจะยุบสภาหรือลาออกรีบตัดสินใจ “ประยุทธ์” ปลุก ขรก.ไม่ย่อท้อ สู้ปัญหา “ธรรมนัส” วอนศึกใน พปชร.ต้องหยุดก่อน โวไม่ยากเลือกตั้งครั้งหน้ากวาด ส.ส.เพิ่ม “ปิยบุตร” ซัดคนสิ้นศรัทธาการเมือง ทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้านปริร้าวหนักใกล้ถึงทางตัน ปลุก กก.ต้องยึดให้ได้ 10 ล้านเสียงจากกรณีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร ที่ตีความวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยู่ยาว ไปจนถึงปี 2570 โดยเตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดแน่นอนช่วงใกล้วันที่ 25 ส.ค.2565 “วิษณุ” โยนศาล รธน.ชี้ขาดวาระ 8 ปีเมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 30 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นการเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม นับจากวันโปรดเกล้าฯ วันที่ 9 มิ.ย.62 ดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงปี พ.ศ.2570 เพราะใช้กฎหมายย้อนหลังในทางเป็นโทษไม่ได้ว่า ไม่มีอะไรจะพูดเรื่องนี้มาจากสภาฯ ต้องไปถามสภาฯเราไม่ได้ส่งไปให้สภาฯพิจารณา ถ้าจะส่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่าเป็นแนวคิดเดียวกับนายวิษณุใช่หรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า “ไม่ตอบ เป็นเรื่องของสภาฯ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา แต่มาจากฝ่ายกฎหมาย อย่าไปโทษสภาฯ เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ ส.ส.500 คนหรือ ส.ว. เขามีสิทธิจะทำการบ้านเสนอผู้บังคับ บัญชา เห็นแบบนั้นจะถูกหรือจะผิดก็ช่าง ไม่ใช่ประเด็น สำคัญ เรื่องนี้มีการตั้งข้อสงสัยมานานแล้ว หน่วยงานใดเกี่ยวข้องมีสิทธิจะศึกษาและหาคำตอบแจ้งหน่วยงานตัวเอง สภาฯมีส่วนเกี่ยวข้องเลือกนายกฯ จึงมีสิทธิ ออกความเห็น รัฐบาลก็ทำของรัฐบาล พรรคการเมืองก็ทำเตรียมไว้ หากจะให้ยอมรับหรือเชื่อถือในสาธารณชน ต้องมาจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญรัฐบาลยังไม่มีอะไรต้องทำนายวิษณุกล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องพึ่งพาสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีน้ำหนักระดับหนึ่ง แต่ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งไปในจังหวะที่เหมาะสม ใช้เวลาไม่นาน แต่หากจะให้คนยอมรับและยุติต้องฟังศาลรัฐธรรมนูญเป็นคำตอบสุดท้าย และต้องมาในจังหวะเวลาเหมาะสม หากถามไปตอนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ตอบ เมื่อถามว่าจะส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วงเดือน ส.ค.2565 ใช่หรือไม่นายวิษณุกล่าวว่า ต้องให้เวลาวินิจฉัยออกมาแล้วใช้การได้ หากส่งไปช่วงใกล้เดือน ส.ค. 2565 จะสงสัยกันอีก มันมีจังหวะเวลาที่เหมาะสมอยู่ ในที่สุดคำตอบ ที่แท้จริงต้องมาจากศาลรัฐธรรมนูญใครอื่นพูดก็ไม่มีประโยชน์นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การนับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปีว่า นักกฎหมายตีความต่างกัน แต่ผู้ตีความได้คือศาลรัฐธรรมนูญ ใครพูดไม่เกิดประโยชน์ ต้องดูว่ามีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ จากการประมวลความเห็นของหลายฝ่าย พบว่านับได้ 3 แนวทาง คือ 1.นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา เป็นนายกฯช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเหมือนกัน 2.นับแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และ 3.นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเริ่มประกาศบังคับใช้ พท.ไล่ “บิ๊กตู่” ไขก๊อกก่อนเรื่องถึงศาลนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายกฎหมายสภาฯ มีความเห็นเกี่ยวกับการนับอายุดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้นับตั้งแต่ได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ว่า มุมมองพรรคเพื่อไทยมองว่าการนับอายุ 8 ปีการเป็นนายกฯ ต้องนับตั้งแต่ตอน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สมัยแรกในปี 2557 ที่จะครบกำหนดในเดือน ส.ค.2565 เพราะเป็นคนเดียวกัน ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องติดพันกัน อีกทั้งในรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ ครม.ก่อนหน้านั้นเป็น ครม.ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายสภาฯให้ความเห็นมา ถือเป็นเพียงความเห็นเท่านั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปถึงเดือน ส.ค. ยืนยันในช่วงเวลานั้น เราจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นบรรทัดฐาน แต่เพื่อความสง่างามมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรจบปัญหานี้ด้วยตัวเองโดยการออกจากตำแหน่งก่อนเรื่องไปถึงศาลจะดีกว่าก.ก.แซะรีบยุบสภาหรือลาออกเลยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯน่าจะทราบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2560 ดีกว่าใครหรือจะยกหูหาถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ได้ ถ้ารู้ว่าเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้สืบทอดอำนาจเกินกว่า 8 ปี พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดเรื่องวาระ 8 ปีของนายกฯ จะเป็นประเด็นขัดแย้งทางกฎหมายส่งผลต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ถึงวันนั้นหนีไม่พ้นต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายกฯควรตัดสินใจ อาจจะยุบสภาฯ ลาออกหรือวิธีใดๆ สุดแท้แต่ ไม่ควรนำพาประเทศไปให้ถึงวันที่จะมีใครยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกลายเป็นปัญหาเป็นตราบาป ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ที่นายกฯและพรรคร่วมรัฐบาลบอกมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบมาเพื่อตัวเอง ความจริงการบริหารบ้านเมืองปัจจุบัน ปากท้อง สถานการณ์โควิด-19 ประเทศรอจนถึงวันนั้นไม่ได้“ประยุทธ์” ขออย่าท้อสู้กับปัญหาเมื่อเวลา 08.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติภารกิจตามปกติ โดยไม่มีกำหนดการและวาระงานอย่างเป็นทางการ โดยตั้งแต่ช่วงเช้านายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผอ.สำนักงบประมาณแผ่นดิน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานต่างๆในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.)ทยอยเข้าพบนายกฯเนื่องในเทศกาลปีใหม่อย่างคึกคัก โดยนายกฯมอบกระเป๋าผ้าโอทอปและผ้าขนหนูลายเสือเป็นของขวัญปีใหม่ พร้อมกล่าวอวยพรว่า ขอให้ทุกคนไม่ย่อท้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่าง ขออย่าย่อท้อ นายกฯเองก็สู้กับปัญหามาโดยตลอด แก้ปัญหาต่างๆไม่เคยย่อท้อ และคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆเพื่อประเทศชาติและประชาชนทุกคน พร้อมอาราธนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้ทุกคนมีความสุขในช่วงเทศกาล ปีใหม่ รวมทั้งได้ขอบคุณทุกคนและทุกภาคส่วน“ลุงป้อม” ทำสุดกำลัง ปชช.อยู่ดีกินดีผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เข้าอวยพรปีใหม่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หลังจากเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ผู้นำเหล่าทัพได้เข้าอวยพรปีใหม่ พล.อ.ประวิตรไปแล้ว ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวอวยพรเนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2565 ที่กำลังจะมาถึงว่า ในฐานะรองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขออำนวยพรปีใหม่ให้คนไทยจงประสบแต่ความสุขสวัสดี มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่เข้มแข็งพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อช่วยนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนและในฐานะกำกับดูแลงานที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ อาทิ งานด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั่วประเทศ การปราบปรามการค้ามนุษย์ เรื่องที่ดินทำกินจะตั้งใจทำงาน ทุ่มเทอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนและคืนความสุขให้ประชาชนและบ้านเมืองมีความสงบสุขสืบไป “ธรรมนัส” มั่นใจ พปชร.กวาด ส.ส.เพิ่มร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความนิยมพรรค พปชร. ว่า การเลือกตั้งปี 62 ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง เรามี ส.ส.เขต 26 คน ภาคอีสาน 13 คน ภาคใต้ 14 คน ที่เหลือเป็นภาคกลางและ กทม. ถามว่าเลือกตั้งครั้งหน้ายากสำหรับพรรค พปชร.หรือไม่ สำหรับตนไม่ยากเลย บุกแต่ละพื้นที่ไปอย่างภาคอีสาน หัวหน้าพรรคแบ่งโซนให้หัวหน้าภาค และผู้ใหญ่ไปคุมอีกที ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงภาคที่เรามีคะแนนอยู่แล้ว ทั้งภาคใต้ ภาคกลางหรือ กทม. เราพูดถึงพื้นที่ได้ยาก แต่สมัยหน้าเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาได้อีกเยอะ ส่วนภาคใต้ช่วงชิงกันระหว่างประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และ พปชร. เลือกตั้งสมัยหน้าไม่เหมือนที่ผ่านมา เราทำการบ้านมาตลอดให้ชนะการเลือกตั้งเยอะที่สุด ล่าสุด จ.พัทลุง มีตระกูลธรรมเพชรมาอยู่กับเราหมด การเมือง 14 จังหวัดภาคใต้ครั้งหน้าเรามีความคาดหวัง แต่จะได้มากได้น้อยดูอีกที เชื่อมั่นไม่ติดลูกเกรงใจกันสมัยหน้า ทำให้สมาชิกเป็น ส.ส.ได้อีกหลายคนขอเลยศึกใน พปชร.ต้องหยุดก่อนเมื่อถามถึงความพร้อมการเลือกตั้งปี 65 ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตอนนี้ศึกภายในต้องหยุดก่อน ต้องมองศึกการเลือกตั้งแล้วไม่เกิน 15 เดือน จากนี้คือระยะเวลาแห่งการเตรียมตัวเลือกตั้ง ถ้าไปเตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง 2-3 เดือนคงไม่ทัน โดยเฉพาะว่าที่ผู้สมัครรายใหม่ สถานการณ์เวลานี้สิ่งที่ไม่แน่นอนที่สุดคือการแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะมีสายพันธุ์ใด มาอีกและจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ปกติ งบฯส่วนใหญ่เอาไปทุ่มกับการแก้ปัญหาโควิด-19 และเศรษฐกิจ และยังมีปัญหาอื่นอีกมาก ทั้งภัยธรรมชาติ ปากท้องชาวบ้าน เวลาที่เหลืออยู่ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลต้องพิสูจน์ความตั้งใจจริงแก้ปัญหา ถ้าไม่ทำอะไรตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง ต้องยอมรับพรรครัฐบาลต้องช่วยเหลือตัวเอง งานสภาฯพรรค พปชร.แทบไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับภูมิใจไทย แต่พรรคอื่นไม่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพรรคเดียวไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เมื่อกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เชื่อว่าพรรคที่จะมี ส.ส.เหลือไม่กี่พรรค จะมีแค่พรรคขนาดกลางและขนาดใหญ่อุบมือดีทีม ศก.–คนรุ่นใหม่เมื่อถามว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะเป็นอุปสรรคต่อฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ยอมรับว่ามีผลกระทบเหมือนกัน เราไม่ปฏิเสธ แต่พรรคกำลังดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เริ่มที่ ส.ส.แต่ละจังหวัด เช่น จ.พะเยา จะมีน้องชายตน แม้แต่ใน กทม. หัวหน้าพรรคได้สั่งการให้ดึงคนรุ่นใหม่มามีส่วนร่วม โดยเฉพาะว่าที่ ส.ก.ร้อยละ 90 เป็นคนรุ่นใหม่ทั้งนั้น เมื่อถามว่าเลือกตั้งครั้งหน้ามองว่าเศรษฐกิจเป็นจุดสำคัญ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พลังประชารัฐเตรียมไว้แล้วแต่ไม่ออกสู่สาธารณะ นโยบายต่างๆเรามีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ใช่เวลามาเปิดตัวตอนนี้ ของดีเอาไว้ขายใกล้ๆเลือกตั้ง ส่วนที่โลกออนไลน์แชร์ภาพปฏิทินปีใหม่ภาพตนพร้อมข้อความ “ฉันรักธรรมนัส เพราะธรรมนัสสอนให้ฉันรักประชาชน” แชร์จากเพจ “สถาบันหลงทิศหลงทางประเทศไทย-Thailand Move Backward Institute” มีแฟนเพจคอมเมนต์ว่าล้อเลียนข้อความ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้เข้าใจผิด ไม่เคยทำหรือสั่งทำ ไม่ทราบผู้ไม่หวังดี หรือกลุ่มบุคคลใดกระทำ ขอให้หยุด ไม่เช่นนั้นจะให้ทีมกฎหมายแจ้งความเอาผิดทั้งผู้แอบอ้าง ผู้แชร์ต่อและคอมเมนต์ให้ร้าย“ปิยบุตร”ชี้ ปชช.สิ้นหวังการเมืองไทยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการเมืองปี 2564 และปี 2565ว่า 1.การเมืองในสถาบันการเมืองปี 2564 เป็นปีที่สถาบันการเมืองใช้อำนาจจนทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาสิ้นหวังมากยิ่งขึ้น อาทิ สภาฯห้องประชุมโหรงเหรง ส.ว.ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขวางสิ่งที่แตะอำนาจตัวเอง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยขัดหูขัดตาประชาชนหลายกรณี ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง เชื่อว่าจะถึงทางตัน หากมองที่ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นรอยปริร้าวมาก เกิดจากการรวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อสืบทอดอำนาจขัดเรื่องผลประโยชน์และตำแหน่งรัฐมนตรี โมเดลนี้เคยเกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ พล.อ.เปรมจัดการได้ ส่วนฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อไทยและก้าวไกล คิดไม่เหมือนกันตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อทำงานไปเรื่อยๆก็เห็นความแตกต่าง จนผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคตั้งคำถามว่าตกลงแล้วอยู่ฝ่ายค้านร่วมกันจริงหรือไม่ เป็นรอยปริร้าวทั้งในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านกลุ่มต่างๆ ทั้งระบบของอำนาจรัฐจะเริ่มแสดงรอยปริร้าวออกมามากยิ่งขึ้น เพราะอำนาจนำแบบเดิมจบไปแล้วและอำนาจนำแบบใหม่ยังเกิดขึ้นไม่ได้กก.ต้องยึด 10 ล้านเสียงนายปิยบุตรกล่าวว่า ต่อมาในปี 2565 “การเมืองในสถาบันการเมือง” น่าจะเป็นปีที่ถนนหนทางวิ่งไปสู่การเลือกตั้ง ช่วงปลายปีจะมีกระแสกดดันให้ยุบสภาฯ การเมืองจะกลับมาคึกคัก การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกรณรงค์ท้ายที่สุดจะถูกแปรสภาพให้เป็นนโยบายแต่ละพรรคใช้หาเสียงเลือกตั้งใหญ่ พรรคที่จะเสียเปรียบจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้คือก้าวไกล จากการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้ง ยังจะถูกกลไกรัฐเข้าบดขยี้แน่นอน การทำงานของก้าวไกลทำให้กลายเป็นแกะดำและตัวประหลาดในยุคปัจจุบัน ไม่มีฝ่ายไหนดีใจหากก้าวไกลเติบโต หากหายไปในทำนองเดียวกับพรรคสังคมนิยมและพรรคพลังใหม่ถูกปราบช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 มีชะตากรรมเหมือนกับสองพรรคนั้น เชื่อว่าตัวละครในระบบการเมืองทุกพรรคจะดีใจแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ยังพิสูจน์ว่าก้าวไกลจะไปต่อได้หรือไม่คือคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต หากทำคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมาที่ 8-10 ล้านคะแนน แม้จะได้ ส.ส.ลดลงเหลือ 50-60 คน ถือว่าสำเร็จ เป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ของการเมืองไทยได้เหมือนกันรบ.อ่วมหนักสารพัดม็อบรุมถาโถมนายปิยบุตรกล่าวว่า อีกเรื่องคือข้อ “การเมืองนอกสถาบัน” การเมืองปี 2565 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการท้าทายของกระบวนการนอกสถาบันการเมือง จะไม่ได้มีแค่เสียงเรียกร้องของราษฎร เยาวชนและคนรุ่นใหม่ แต่จะมีการชุมนุมปัญหาเฉพาะแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น เช่น ปัญหาปากท้อง ที่เยียวยาไม่พอจากวิกฤติโควิด-19 การแย่งชิงทรัพยากร ต้องปรับกระบวนทัศน์และกระบวนยุทธ์รับมือความรุนแรงที่รัฐก่อขึ้น แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 1.แบบป้องกันคือการไม่ให้ไปชุมนุมและลงถนน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองวางสนุ้กเพื่อให้จับผู้ชุมนุมให้หมด และยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแช่แข็งไว้ยาวนำมาใช้กับการชุมนุมมากกว่าแก้ไขโควิด-19 และ 2.แบบปราบปราม ใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนสลายการชุมนุมแล้วจับดำเนินคดี หากเป็นแกนนำม็อบจับตัวไปคุมขัง ทิศทางปี 2565 จะเป็นแบบนี้ต่อไปแนะผู้ชุมนุมรณรงค์จูนความคิดนายปิยบุตรกล่าวอีกว่า ฝ่ายประชาชนที่ต้องการชุมนุมเรียกร้อง จะปรับกระบวนยุทธ์เพื่อสู้กับมาตรการและความรุนแรงที่รัฐใช้ หากยังชุมนุมแบบเดิมรุนแรงมารุนแรงกลับไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร อีกแบบคือเปลี่ยนวิธีการสู้ใหม่ตนสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะกำลังผู้ชุมนุมไม่สามารถสู้กับกลไกรัฐมากมายมหาศาลได้ และผู้ร่วมชุมนุมค่อยๆหายไปเพราะกลัวจะพบความรุนแรง และภาพลักษณ์ความชอบธรรมของการชุมนุมจะถูกลดทอนลงไป การชุมนุมแบบเดิมไปสุดทางแล้ว ฝ่ายรัฐตั้งรับได้แล้ว จึงอยากให้เปลี่ยนมารณรงค์ทางความคิด โดยเฉพาะการปฏิรูปสถาบันฯต้องนำกลับมาคุยและทำงานทางความคิดกันใหม่ โดยสื่อสารการปฏิรูปสถาบันฯในลักษณะที่มีไมตรีต่อกัน และดูน่ารักได้ ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอดทนฟังได้