วิกฤติมรสุมสารพัดปัญหากำลังโหมกระหน่ำ กระแทกซ้ำ “ประเทศไทย” รุมเร้ารอบด้านทั้งสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มียอดผู้ป่วยกระโดดพุ่งวันละสองหมื่นคนจนเป็น “ชนวนเหตุเติมเชื้อเพลิงให้ม็อบการเมือง” ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องอยู่นี้กลายเป็นแรงเสียดทาน “กดดันรัฐบาล” เร่งบริหารจัดการให้ก้าวพ้นวิกฤตินี้โดยเร็วท่ามกลาง “คนไทย” ที่เจอความลำบากหวาดกลัว “ไม่มีที่รักษาพยาบาล...กระจายวัคซีนไม่เป็นธรรม” ทำให้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้เอาตัวรอดเองพากันออกมา “รำพึงรำพันระบายความคับแค้นใจ” ผ่านโลกโซเชียลฯให้เห็นอยู่มากแน่นอนว่าเสียงเรียกร้องของประชาชนนี้ไม่อาจปล่อยให้ถูกทิ้งลงจนเป็น “ความเหลื่อมล้ำ” ทำให้คนในสังคมยิ่งแตกแยกมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการแก้ปัญหาวิกฤตินี้มีความหมายสำคัญถึง “เสถียรภาพรัฐบาล” ในการเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมานำไปสู่การบริหารประเทศต่อได้หรือไม่อีกด้วย รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า สถานการณ์โรคระบาดนี้ “รัฐบาล” ต้องผนึกกำลังร่วมกับ “ภาคเอกชน ภาคประชาชน” สร้างกลไกให้เป็นหนึ่งที่มีจุดเดียวกัน “ผดุงสังคมผ่านวิกฤติโควิด” โดยเร็วเริ่มต้นยอมรับ “ข้อผิดพลาดจุดบกพร่องช่องว่างสิ่งที่ทำไม่ได้” แล้วก็มาหาแนวทางร่วมกัน เช่น การจัดหาวัคซีนประสิทธิภาพป้องกันโควิด-19 “ภาคเอกชน” อาจมีความสามารถประสานงานสรรหาวัคซีนได้ดีก็ควรเปิดโอกาสให้ดำเนินการแล้วสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้ผ่านขั้นตอนโดยเร็ว ที่มิใช่กั๊กเอาไว้?ด้วย “ภาคเอกชน” มีกลไกซื้อขายรวดเร็วง่ายกว่า “รัฐบาล” ที่มีข้อระเบียบมากมาย อย่ามัวมองว่า “การสรรหาวัคซีน” เป็นหน้าที่ภาครัฐถ้าให้ “เอกชน” เข้ามาทำแล้วเกิดการเสียหน้ากัน แต่ควรคำนึงถึงประชาชนเป็นหลักเพราะ “ยิ่งฉีดวัคซีนชักช้า” จะกลายเป็นไล่แก้ปัญหากระทบ “เศรษฐกิจ และสังคม” เพิ่มขึ้นอีกห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานจาก “โควิด-19 กระจายเชื้อไปทั่วประเทศ” จำเป็นต้องมี “วัคซีนประสิทธิภาพ” ยับยั้งการระบาดโดยเร็วแม้ “ซื้อราคาแพง” ก็ต้องยอมจ่ายเงินอุดหนุนฉีดฟรีแล้วบอกกล่าว “คนไทย” ให้ทราบข้อมูลตรงไปตรงมา เพราะ “ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ” มีสิทธิรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ ทั้งยังมีสิทธิเสนอ “ตัวบุคคล นักธุรกิจ” ที่มีความสามารถในการแก้ไขวิกฤติเข้ามาช่วยชาติบ้านเมืองผ่านพ้นสิ่งเลวร้ายนี้ด้วย เพราะปล่อยไว้นานเพียงใด “ประเทศยิ่งเสียหาย” กระทบต่อคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... “สถานการณ์ไม่ปกติ “รัฐบาลอย่าบริหารงานแบบปกติ” ที่ต้องเป็นผู้นำในสภาวะวิกฤติที่ไม่ควรหวงอำนาจแล้ว “ควบคุมการซื้อสรรหาวัคซีนไว้” แต่จำเป็นต้องปล่อยให้ “ภาคเอกชน” มาช่วยเจรจาต่อรองบริษัทผู้ผลิตในการนำ “วัคซีนประสิทธิภาพ” เข้ามาเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ฉีดกัน”ถัดมา...“กระบวนการรักษาผู้ป่วย” ก็มีความสำคัญที่ต้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อออกจากคนปกตินำเข้าสู่การดูแลรักษาในสถานพยาบาลอย่างเหมาะสม มิใช่ผลักภาระต้องเผชิญ “อาการป่วยลำพัง” ดังเหตุกรณี “ผู้เข้ารับตรวจคัดกรองติดเชื้อ” ไม่มีเตียงว่างต้องเดินกลับบ้านแล้วเป็นลมล้มพับข้างถนนเห็นแล้วเศร้าใจยิ่งแม้ว่า “รัฐบาล” แสดงความรู้สึกอันเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ต้องการให้เกิดก็ตาม แต่เหตุแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน “ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ” ที่อาจเป็นภาพสะท้อนต่อการบริหารจัดการไม่ดีก็ได้ ดังนั้นต้องเร่งตั้งหลักด้วยการเปิดระดม “ผู้คน จิตอาสา” ที่พร้อมสมัครใจกันทั่วประเทศแล้ว “ฝึกหัด” มอบหมายหน้าที่ให้ชัดเจนเช่น “ไรเดอร์” ทำหน้าที่ส่งยา อุปกรณ์ อาหารให้ผู้ป่วยที่บ้าน “พยาบาลฝึกหัด” มาดูแลเบื้องต้น “สอดรับโฮมไอโซเลชัน” ดังเสมือน “สงคราม” เรียกทหารกองหนุนมาฝึกทบทวนแล้วออกไปสู้รบได้ทันที แม้ว่ามี “ค่าใช้จ่าย” ก็ต้องสนับสนุนดีกว่าปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ลำพัง “สิ้นหวัง” จะกลายเป็นเหตุโศกนาฏกรรมตามมาอีก สิ่งสำคัญ...“กระบวนการสื่อสาร” เป็นต้นเหตุให้ผู้คนมักเกิดความท้อแท้สิ้นหวังอยู่เสมอ เพราะอย่าลืมว่า “ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ” ได้ไว้ใจเลือก “ผู้แทนฯ” มาทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขบ้านเมืองแล้ว “รัฐบาล” ก็เสมือนเป็นคนของประชาชนเช่นกันต้องมุ่งมั่นทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง มิใช่ตำหนิกล่าวโทษประชาชนกลับกัน “ประชาชน” ต่างหากมีสิทธิบ่นตำหนิวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศจาก “ความคับแค้นใจ” ไม่ได้ฉีดวัคซีนที่ดี และไม่มีสิทธิได้รักษาการป่วยอย่างเหมาะสม ดังนั้น “รัฐบาล” มีอำนาจหน้าที่จัดการปัญหาต้องยอมรับฟังทุกข้อความเห็นไม่ใช่ “สั่งการตัดเน็ตบุคคลอื่น” ทำให้ตอกย้ำสถานการณ์เลวร้ายลงก็ได้สิ่งสำคัญฟากฝั่ง...“การเมือง” ทุกพรรคต้องหย่าสงบศึกแล้ว “หันหน้ามารวมพลังระดมสรรพกำลังคนละไม้คนละมือฝ่าฟันวิกฤติโรคระบาดไปด้วยกันก่อน” เพราะสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เวลาจับจ้องโจมตีต่อกันแล้ว... “ปรับเปลี่ยนรัฐบาล” เพราะไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองด้วยซ้ำต้องเข้าใจว่ายามโรคระบาดโหมกระหน่ำหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ “การเปลี่ยนผู้นำ” ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น “ยิ่งส่งผลต่อบ้านเมืองเลวร้ายแรงกว่าเดิม” ดังนี้แล้ว “ฝ่ายการเมืองต้องนิ่งรอ” ให้โอกาสฝ่ายบริหารทำหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ ที่พร้อมเปิดใจยอมรับในสิ่งที่ทำไม่ได้บอกกล่าวแก่ประชาชนทราบในส่วน “ภาคประชาชน” สามารถแสดงความคิดเห็นตามกรอบของกฎหมายได้เสมอที่ “รัฐบาล” ไม่อาจแจ้งความดำเนินคดีได้ด้วยซ้ำ ยกเว้น “การเติมเชื้อเพลิงนอกกรอบ” ชุมนุมก่อเหตุเผานั่นเผานี่ เพราะทุกครั้ง “การเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง” มักมีลักษณะส่อเค้าเกิดความรุนแรงบานปลายค่อนข้างเยอะอีกทั้งช่วงนี้ก็ไม่เอื้ออำนวยให้ลุกขึ้นมา “ขับไล่รัฐบาล” นำไปสู่การ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” อันเป็นความสุ่มเสี่ยงให้ “สงครามถึงความแพ้” ที่ไม่นิยมทำกัน ดังนั้นสิ่งนี้อาจซ้ำเติม “สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายกว่าเดิม” กลายเป็นตอกย้ำ “ทำลายบรรยากาศเดินหน้าแก้ปัญหาโควิด” ที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่ายด้วยซ้ำแม้ “การเคลื่อนไหวทางการเมือง” เป็นสิทธิตามกลไกระบอบประชาธิปไตยในการแสดงความเห็นระบายความไม่พอใจ แต่ก็ต้อง “ไม่ละเมิดกฎหมาย” ในส่วน “ฝ่ายบริหาร” ก็ต้องรับฟังแล้วนำกลับไปแก้ไขให้ดีขึ้น รศ.ดร.วิทยาธร ย้ำว่า ในช่วงนี้ “ฝ่ายการเมือง” ยังไม่เหมาะออกมา “ล้มล้างรัฐบาลเปลี่ยนม้ากลางศึก” ควรหันหน้ามาช่วยกันดูแลผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านเร่งด่วนก่อน ยกเว้น “สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายเป็นปกติ” จะมีการตรวจสอบเช็กบิลบุคคลใดสามารถทำได้เต็มที่ตามระบอบทางการเมืองนี้ ดังนั้นตอนนี้ “คนไทยทุกคน” ต้องมองถึงความอยู่รอดของประเทศเป็นที่ตั้ง “นักการเมืองฝ่ายค้าน” ควรอยู่นิ่งแล้วมาช่วยคิดช่วยอ่านแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนำเสนอแนะพูดคุยกับ “รัฐบาล” ในการร่วมรับฟังกันทุกฝ่ายอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ “ไม่ใช่เวลามาเตะตัดขากัน” ในยามบ้านเมืองวิกฤติอยู่เช่นนี้ขอฝากไว้เรื่อง “การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูประเทศ” เป็นหัวใจสำคัญในอนาคตเพราะมิเช่นนั้น “เศรษฐกิจจะป่วยตายตามไปด้วย” แต่โชคดี “การค้าการส่งออกของประเทศ” ยังสามารถขับเคลื่อนเดินหน้าได้ ทำให้ช่วง 6 เดือนมานี้ “ยอดส่งออกเติบโต” ต้องขอชื่นชมผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดด้วยสามารถทำให้มี “เม็ดเงินหมุนเวียน” ผดุงให้เศรษฐกิจประเทศเดินไปได้ โดยเฉพาะ “การส่งออกอาหาร” แม้ประเทศเจอวิกฤติหนักกลับมียอดการส่งออกสูงสุดในรอบ 11 ปี ด้วยพลังของ “รมว.พาณิชย์” จัดระบบคลายล็อกมาตรการผ่อนปรนจุดติดขัดให้สามารถขับเคลื่อนการส่งออกสะดวกยิ่งขึ้นตามมาตอนนี้เป็นสถานการณ์วิกฤติ “รัฐบาล” ต้องบริหารแบบสภาวะวิกฤติด้วย “การรวมพลังคนไทยทั้งชาติ” มาช่วยกันคนละไม้คนละมือฝ่าฟันโรคระบาดได้แน่ๆ แต่ถ้าไม่ยอมรับฟังไม่พูดความจริงต่อกัน ไม่สื่อสารตรงไปตรงมาแล้วมี “ผู้วิจารณ์” กลับมีอารมณ์ฉุนเฉียวยิ่งจะเป็นโจทย์ที่ยากต่อการแก้ไขบ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ได้ดังนี้แล้ว “ผู้นำ” ต้องมีใจเป็นผู้นำ ตระหนักในหน้าที่ดูแล “คนทั้งชาติ” ที่ต้องรวมพลังเชื้อชาติไทยเปิดใจรับฟัง “การเมืองฝ่ายค้าน ภาคเอกชน ภาคสังคม” เข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตินี้ด้วยกัน.