เรื่องที่ 49 ในหนังสือ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” (สำนักพิมพ์ศูนย์วิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวัน ส.ค.2563) ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนเรื่อง พรุ่งนี้อาจไม่มีอยู่จริงท่าน ว. ปรารภว่า โดยเหตุที่ความตายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เราจึงควรดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ประมาทเมื่อไหร่ก็เหมือนตายไปแล้วครึ่งตัวความตายก็เหมือนขโมย มันจะมาตอนเราเผลอ แต่มันร้ายกาจกว่าขโมยก็ตรงที่ขโมยแค่ยกเค้าเงินทองข้าวของแล้วก็จากไป แต่ความตายมัน “ยกเค้าชีวิต” เหลือทิ้งไว้ก็แต่เพียงอดีตเท่านั้นวันหนึ่งความตายจะมาถึงเรา และคนที่เรารักอย่างแน่นอน เราทำได้อย่างดีก็แค่เตรียมรับมือด้วยความไม่ประมาท ด้วยการใช้ชีวิตนี้อย่างดีที่สุด เท่าที่จะถึงทำได้ส่วนการจะหนีความตายเสียเลยนั้น เป็นอันหมดหวังเพราะความตายกับชีวิต แนบสนิทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันข้อเขียนท่าน ว.วชิรเมธี ต่อไปนี้ ท่าน ว.พิมพ์ตัวเอน เป็นทำนองคำร้อยแก้วใช้คำงดงามความหมายลึกซึ้งทุกลมหายใจคือความเสี่ยงเพราะลมหายใจอาจปลิดปลิวไปจากชีวิตได้ทุกขณะทุกวันคือความเสี่ยงเพราะมันอาจเป็นวันสุดท้าย ได้ทุกเมื่อทุกคืนคือความเสี่ยงเพราะเข้านอนไปในคืนนี้ ไม่มีใครรู้ว่า จะได้ตื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่าทุกเช้าคือความเสี่ยงเพราะออกจากบ้านไปทำงาน จะมีชีวิตยืนยาวถึงตอนเย็นหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ทุกชั่วโมงคือความเสี่ยงเพราะชั่วโมงนี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ชั่วโมงหน้านั้นไม่แน่ทุกก้าวคือความเสี่ยงเพราะเดือนนี้ยังสุขสบาย แต่เดือนถัดไปอาจมาไม่ถึงทุกปีคือความเสี่ยงเพราะเราไม่อาจวางใจได้เลยว่า จะอยู่ไปถึงปีหน้าได้หรือเปล่าจบร้อยแก้ว ท่าน ว.วชิรเมธี มีเรื่องเล่าที่บันทึกไว้ในพงศาวดาร พระราชินี ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 โปรดการเขียนบันทึกประจำวันมากมีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากทรงเขียนบันทึกประจำวันเสร็จแล้วก็ทรงเปิดไปอีกหน้าหนึ่งของสมุดบันทึก ทรงเขียนวันที่ล่วงหน้าเอาไว้หมายพระทัยว่าพรุ่งนี้จะเขียนต่อแต่...คืนนั้นพระองค์และพระราชวงศ์ถูกกลุ่มนักปฏิวัติบุกเข้ากราดยิง จนสิ้นพระชนม์สมุดบันทึกของพระองค์ จึงจบลงแค่ในคืนนั้น แม้จะทรงเขียนล่วงหน้าเอาไว้อีกหนึ่งวัน แต่ทรงอยู่ต่อไปไม่ถึงสำหรับพระองค์แล้ว วันพรุ่งนี้ ไม่มีอยู่จริงท่าน ว.วชิรเมธี จบข้อเขียนเรื่องนี้ว่า สุภาษิตทิเบตมีอยู่ว่า ระหว่างพรุ่งนี้ กับชาติหน้า ไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน แต่สำหรับคนบางคน ชาติหน้ามาถึงก่อนวันพรุ่งนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง.กิเลน ประลองเชิง