นับวันการเคลื่อนไหว “ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล” มีระดับเข้มข้นทวีรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เกิดจาก “กลุ่มฮาร์ดคอร์บางส่วน” ยั่วยุชักชวนคนอื่น “กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย” ทำให้ตำรวจต้องใช้กำลังควบคุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยเมื่อเป็นเช่นนี้ “สื่อมวลชน” ผู้มีหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนสังคม ย่อมมีบทบาทสำคัญต่อการรายงานเหตุการณ์ตรงไปตรงมาเป็นธรรมทุกฝ่าย ท่ามกลางแรงกดดัน “คู่ขัดแย้ง” พยายามผลักให้เลือกข้างทำให้หาก “เสนอข่าว” ถูกใจฝ่ายได้รับผลประโยชน์ก็จะนิ่งเฉย ถ้าเป็นฝ่ายเสียประโยชน์มักต้องตำหนิโจมตีกล่าวหาว่า “สื่อไม่เป็นกลาง” ส่งผลทำให้ “นักข่าวภาคสนามเจอสภาวะถูกแทรกแซงคุกคาม” ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ที่อาจมีผลต่อประชาชนรับรู้ข่าวสารข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ได้ ไม่เท่านั้นการทำหน้าที่นี้หลายเหตุการณ์มักต้องเผชิญ “ความเสี่ยง อันตราย” อันเกิดมาจาก “การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ” ในการใช้กำลังอาวุธพิเศษ ทั้งกระบอง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยาง ซึ่งจะด้วยเหตุความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ก็ส่งผลให้ “สื่อมวลชน” ได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้งเช่นกันเหตุนี้ “ตัวแทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไทย” จึงได้เข้าพบประชุมหารือร่วม พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางวางกรอบการทำงานของสื่อมวลชนในพื้นที่การชุมนุมให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหลังเหตุการณ์ “ตำรวจสลายการชุมนุม” เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2564 ทำให้มี “ผู้สื่อข่าวภาคสนามบาดเจ็บหลายราย” ที่เกิดจากการใช้กระสุนยาง ในการนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวระหว่างหารือว่า เท่าที่ติดตาม “การทำหน้าที่สื่อมวลชน” ต้องขอบคุณการเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ในส่วน “ตำรวจ” ดูแลความสงบการชุมนุมนี้ยืนยันไม่มีเจตนาประสงค์ใช้กำลังให้เกิดความรุนแรง แต่บางครั้งผู้ปฏิบัติหน้างานก็จำเป็นต้องป้องกันอันตราย ดังนั้นค่อนข้างลำบากต่อการออกคำสั่งใช้กำลังในการชุมนุมอยู่เสมอ เพราะเมื่อใช้กำลังแล้วมักเกิด “เหตุชุลมุน” มีผลให้เกิดการผิดพลาดที่อาจทำให้ “สื่อมวลชนทำหน้าที่ภาคสนามในพื้นที่ชุมนุม” ได้รับผลกระทบขึ้นก็ได้ ย้ำว่า ตำรวจไม่มีเจตนาจงใจให้ “สื่อมวลชน หรือบุคคลอื่นใดต้องได้รับบาดเจ็บ” ในส่วนอาวุธที่ใช้ต้อง “ไม่อันตรายถึงชีวิต” และได้รับอนุญาตทั้งสิ้นแน่นอนภายหลังการหารือเสร็จสิ้นนี้ “ทีมสกู๊ปหน้า 1” มีโอกาสพูดคุยกับ มงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในประเด็นแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน “ยุคกระแสโลกเปลี่ยนไปในการเข้าถึงสื่อโซเชียลฯ” ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่กำลังร้อนเร้าอันส่งผลให้ “ทุกคนเป็นสื่อได้ง่ายบนโทรศัพท์มือถือ” นำเสนอข่าวผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆอย่างรวดเร็ว ทำให้ “สื่อมวลชน” รับผลกระทบโดยตรงต่อการทำหน้าที่ที่ต้องถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมจรรยาบรรณของสื่อมากมายนี้ “มงคล” บอกว่า ตามหลักการ “วิชาชีพสื่อมวลชน” แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ... กลุ่มแรก...“ผู้สื่อข่าว” มีหน้าที่รายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงละเอียดรอบด้านอย่างเป็น “ธรรมต่อวิชาชีพ” ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ในการให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสแสดงออกเหตุผลอย่างเท่าเทียมกันโดยเฉพาะ “การแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริง” ถูกนำตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณชนนี้ “ผู้เสนอ” ไม่สามารถออกแบบตัดสินข่าวนั้นได้ แต่ต้องเป็นหน้าที่ “ผู้บริโภคคนอ่าน” ต้องเป็นผู้ตัดสินใจกันเอง กลุ่มที่สอง...“คนเล่าข่าว หรือคอลัมนิสต์” มักเป็นรูปแบบเชิงวิเคราะห์ที่เป็นการนำเสนอแสดงออกทางความคิดเห็นมากมายและมักมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอด้วย “ลงชื่อผู้เขียน” ตามสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นส่วนบุคคล ดังนั้น “คนเล่าข่าว” ในทางนิเทศศาสตร์ และวารสารศาสตร์ อาจไม่ใช่ผู้รายงานข่าวอย่างแท้จริงก็ได้ประการต่อมา...“บริบทสื่อยุคใหม่” ทุกคนเป็นผู้ส่งข่าวสารสามารถกระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว กำลังกลายเป็นปัญหาผลกระทบต่อสังคมร้ายแรงกว่าอดีตมาก เพราะ “ข่าวลือความเชื่อเรื่องเดียว” มีผลต่อการสร้างให้เกิดความเกลียดชังเป็นวงกว้างได้ ทั้งนำไปสู่ “เหตุหลอกลวง” หวังผลประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์ผู้อื่นได้ด้วยซ้ำ เรื่องนี้ “สื่อมวลชน” ต้องมาทำหน้าที่ “บทบาทกลั่นกรอง” รักษาหลักความถูกต้องเป็นกลางยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งให้ “ผู้เสพข่าว” มีจุดพักคิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง ในการลดความรุนแรงจาก “สื่อเฟกนิวส์” ที่ปล่อยข่าวลือ ข่าวปลอม ข่าวหลอกออกมาล้นทะลักมากมาย เพื่อประสงค์ให้เกิดการโน้มน้าวหวังผลประโยชน์เบื้องหลังอยู่ด้วยด้วยเหตุหลัก “สื่อมวลชน” มีหน้าที่ทำงานเป็น “ระบบกองบรรณาธิการ” ผ่านการตรวจสอบคัดกรองข้อมูลหลายชั้น โดยเฉพาะต้องมีความรับผิดต่อสังคมในทางพฤตินัย ภายใต้กรอบกฎหมาย และจรรยาบรรณในวิชาชีพนี้ แตกต่าง จากยุคนี้ที่เกิด “สื่ออวตาร” ลักษณะทำหน้าที่สื่อสารเช่นกัน แต่มักไม่เปิดเผยตัวตนอยู่เสมอเมื่อกระทำการละเมิดคนอื่นมักปรับมีเปลี่ยนแปลงตัวตนแบบนี้ “ไม่ถือเป็นสื่อ” ด้วยซ้ำจริงแล้ว...“สื่ออวตาร” ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะ “ประเทศไทย” แต่เกิดขึ้นมากันแล้ว “หลายประเทศทั่วโลก” เพราะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านช่องทางการสื่อสาร “ยุคใหม่ไร้พรมแดน” เชื่อว่าสักวันต้องมีการตกผลึกแยกแยะข่าวสารนั้นเป็นเรื่องจริง หรือข้อมูลเท็จ สังเกตจาก “บุคคลผลิตโซเชียลฯ” พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง สร้างกระแสให้ตัวเองดูเหมือนมีผลงานมากมาย แต่ความจริงแล้วกลับไม่ได้ผลงานให้จดจำ เพราะมักมี “คนอีกกลุ่ม” นำข้อมูลออกมาหักล้างอยู่เสมอ เช่น เหตุถอยรถยนต์ชนรถยนต์คนอื่น มีการนำคลิปวิดีโอบางส่วนออกมาเปิดเผยให้คนอื่นหลงเชื่อรถถูกชนท้าย แต่ก็มี “คน” นำคลิปวิดีโอทั้งหมดมาแฉเปิดเผยความจริงตามมา...สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า “โลกสื่อสารฉับไว” ยังมีจิ๊กซอว์อื่นให้ได้ต่ออีกมากมาย แต่จิ๊กซอว์นี้ต้องไม่เป็นต้นเหตุ “เฟกนิวส์” จงใจก่อให้เกิดเข้าใจผิด หรือเกิดความซับซ้อน ดังนั้น “สื่อ” ต้องมีความพยายาม “กลั่นกรองเฟกนิวส์” ไม่ให้เกิดขึ้นในสังคมอยู่แล้ว แต่ “สื่อใหม่” มักใช้อารมณ์ส่วนตัวเป็นที่ตั้งระบายอารมณ์ผ่านโซเชียลฯเยอะมากด้วยซ้ำทว่า...“บทบาทองค์กรวิชาชีพ” ไม่มีอำนาจควบคุม “สื่อ” แต่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงรักษาพื้นที่ที่ถูกต้องให้สามารถเข้าถึงข้อมูลหลากหลายอย่างครบรอบด้าน โดยปราศจากอคติเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ความอยากชนะ อยากระบายความโกรธแค้น หรือหมิ่นหยามคนอื่น ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกโซเชียลฯ มากมายขณะนี้แม้ว่า “สื่อมวลชน” กำลังถูกโจมตีตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมจรรยาบรรณมากมาย ก็คงทำได้แต่ “ทำความเข้าใจกับสังคม” และหมายถึง “การทำหน้าที่สื่อออนไลน์” ด้วย ถ้าอยู่ภายใต้กฎหมายในการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบ “ไม่ละเมิดทำร้ายผู้อื่น” กรณีนี้เราก็ต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ด้วยเช่นกันย้ำว่า “การเป็นกระบอกเสียง” ต้องระวังใช้สิทธิเกินเลย ทำให้ “ละเมิดกฎหมาย หรือการละเมิดบุคคลอื่น” แล้วบอกทำหน้าที่เสรีภาพไม่ได้ เพราะ “เสรีภาพอยู่บนความรับผิดชอบ” ในการทำหน้าที่สื่อมวลชนประเด็น...“สื่อถูกกล่าวหาไม่เป็นกลาง” เรื่องนี้เกิดขึ้นมีทั้ง “สื่อเลือกข้างและฝ่ายข้างเข้าเลือกสื่อ” หมายถึง “คนบางกลุ่ม” สร้างพื้นที่ให้เป็นเสมือนสื่อขึ้นเอง เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือหวังผลทางธุรกิจ แต่จุดแยกแยะสำคัญ “สื่อวิชาชีพ” ทำหน้าที่ให้ข่าวสารรอบด้าน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในทางพฤตินัยอีกด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองนี้ในการทำหน้าที่ “สื่อ” ถ้าวางตัวเป็น “คู่ขัดแย้งกับทุกฝ่าย” อาจส่งผล “ร้ายแรงขึ้นในมุมมืด” เสมือนในพื้นที่ชุมนุมไม่มีกล้องวงจรปิด...เพื่อให้เป็นคุณประโยชน์ต่อฝ่ายยืนบนความถูกต้อง และเป็นธรรมตามกรอบกฎหมายดังนั้น “สื่อที่เป็นกลาง” แต่กำลังถูกผลักให้เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็เปรียบเสมือนทำให้สังคมไม่มีกระจกสะท้อน หรือไม่มีกล้องวงจรปิดคอยเป็นสปอตไลต์ส่องแสงสว่างมุมมืดให้ได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นนั่นเองตอกย้ำว่าตอนนี้ “การสื่อสาร” อยู่ในมือของ “ผู้เสพข่าว” ทั้งยังเป็น “ผู้ส่งข่าว” โดยอัตโนมัติในตัวเหตุนี้ “สังคม” ต้องค่อยๆเรียนรู้ “ข่าวลวง ข่าวหลอก แฝงผสมเป็นข่าวสาร” อันเกิดจากผู้หวังประโยชน์อยู่เบื้องหลังมากมาย มิเช่นนั้น “คุณ” อาจตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว...