สถานการณ์ “ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารเมียนมา” คงคุกรุ่นร้อนระอุตลอดเดือนเศษมานี้นับตั้งแต่ “กองทัพยึดอำนาจ 1 กุมภาฯ 2564” ประชาชนต่างไม่พอใจออกมาเดินขบวนหลายเมืองทั่วประเทศ มีผลให้กองกำลังความมั่นคงต่างพยายามยุติด้วยการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้เหตุการณ์บานปลายเป็น “เหตุจลาจล” เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 เมือง คือ นครย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมใช้สื่อโซเชียลฯ เป็นเครื่องมือถ่ายทอดสดเหตุการณ์ และการสื่อสารกับโลกภายนอก ในส่วน “เจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงเมียนมา” ต้องตัดสัญญาณระบบการสื่อสารอินเตอร์เน็ตเป็นช่วงๆเช่นกัน และระดมใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน และกระสุนจริง สลายการชุมนุมไล่จับผู้ต่อต้าน ก่อนวันที่ 14 มี.ค.2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “โรงงานนักธุรกิจจีนถูกโจมตีวางเพลิง” ในเขตอุตสาหกรรมนครย่างกุ้งได้รับความเสียหายหลายแห่ง เหตุประท้วงหลายจุดนี้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตมากกว่า 149 ศพ และถูกจับกุมจำนวนมาก“รัฐบาลทหารเมียนมา” ต้องบังคับใช้กฎอัยการศึกในหลายเขตเมืองย่างกุ้ง และเมืองมัณฑะเลย์ ภายหลัง “สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำเมียนมา” ขอร้องให้ความคุ้มครองปกป้องธุรกิจของนักลงทุนชาวจีน รวมทั้งรับประกันความปลอดภัยให้แก่ธุรกิจ และชีวิตของพลเรือนชาวจีนด้วยท่ามกลาง “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” เห็นพ้องกับแถลงการณ์ประณามการใช้กำลังทหารของกองทัพเมียนมา ในการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต และมีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก แถลงการณ์นี้ลงนามประเทศสมาชิก 15 ชาติ รวมไปถึงจีนและรัสเซียด้วย ปัญหาความวุ่นวาย “ทางการเมืองในเมียนมา” ส่งผลกระทบให้ “การค้าชายแดนไทย-เมียนมา” สะดุดเล็กน้อย โดยเฉพาะนักลงทุนไทยในเมียนมา และกลุ่มขบวนรถยนต์บรรทุกสินค้า อาจต้องเผชิญกับการชุมนุมปิดเส้นทางจราจรบางจุดในระหว่าง “การขนส่งสินค้า” และถูกเจ้าหน้าที่เมียนมา ตรวจเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ส่วนความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมานี้ “ฝ่ายความมั่นคงไทย” มีการติดตามการชุมนุมทางการเมืองเมียนมาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ใน จ.ตาก ตรวจความพร้อมความเรียบร้อยของพื้นที่ และมีการจัดเตรียมพื้นที่ศูนย์รองรับผู้อพยพหนีภัยการสู้รบจากเมียนมาไว้หลายจุดเช่นกันการนี้ “การข่าวชายแดน จ.ตาก” ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้การชุมนุมด้านฝั่งชายแดนเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ดูมีท่าทีเข้มข้นรุนแรงด้วยเหตุ “มวลชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอิสระ” ออกมาชุมนุมประท้วงหนาแน่นเต็มถนนด่านพรมแดนแห่งที่ 1 ประจันหน้ากับ “ตำรวจ” นำไปสู่การสลายชุมนุมมีผู้ถูก จับกุมบางส่วนหลังจากนั้นมา “กองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยง” จึงต้องออกมาคุ้มกันปกป้อง “มวลชนกะเหรี่ยง” ที่ออกมาร่วมประท้วงรัฐบาลทหาร แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีลักษณะเป็นปรปักษ์ต่อต้านรัฐบาลทหารชัดเจนต้องเข้าใจอย่างนี้ว่า “เดิมพื้นที่เขตเมืองเมียวดี” อดีตเคยเป็นเขตการปกครอง “สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ” ก่อนที่ “กะเหรี่ยงพุทธ-ประชาธิปไตย” เกิดความขัดแย้งรุนแรงแยกตัวมาเข้าร่วมกับ “รัฐบาลทหารเมียนมา” มีการตั้งเป็น “กองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF” เข้ามาควบคุมดูแลชายแดนริมแม่น้ำเมย จ.ตาก ดังนั้นในพื้นที่เมืองเมียวดีนี้มี “ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 2 ฝ่าย” คือ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเมียนมา และฝ่ายกะเหรี่ยงอิสระ ลักษณะมีการต่อต้านรัฐบาลทหาร มักมีข้อพิพาทสู้รบกันขึ้นอยู่บ่อยครั้งก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบัน “ความขัดแย้งลดน้อยลง” หันมาจับมือกันเกี่ยวกับ “การทำธุรกิจร่วมกัน” มากกว่าการสู้รบด้วยซ้ำตอนนี้ “ความเคลื่อนไหวในการชุมนุมเมืองเมียวดี” ค่อนข้างเบาบางลงมากแล้ว ส่วนใหญ่ “มวลชน” เคลื่อนย้ายไปประท้วงกันที่ “เมืองพะอัน” ห่างออกจากชายแดนฝั่ง อ.แม่สาย ประมาณ 100 กม. ถัดนั้นก็ถึง “เมืองมะละแหม่ง” ที่มีการชุมนุมค่อนข้างดุเดือดจากเหตุ “ตำรวจ ทหาร” ใช้ความรุนแรงสลายชุมนุมต่อเนื่องทำให้การชุมนุมประท้วงตามพื้นที่ชายแดนเมียนมา แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวด้วยซ้ำด้วยเหตุนี้ “การค้าขายตามชายแดนไทย-เมียนมา” ค่อนข้างเป็นปกติที่ยังมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเช่นเดิม สังเกตจากรถบรรทุกสินค้าเข้าออกผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ไม่ต่ำกว่า 300 คันต่อวัน มีทั้งรถบรรทุกพ่วงจากฝั่งไทยข้ามไปรับข้าวโพดจากเมียวดี และลำเลียงนำเข้ามาในไทยไม่ต่ำกว่า 100 คันอีกทั้ง “รถบรรทุกสินค้าอุปโภคบริโภค และรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง” ก็ออกจากชายแดนไทยลำเลียงเดินทางเข้าไปส่งให้ผู้ประกอบการเมียนมากันทั้งวันเช่นกัน แต่ว่า “รถบรรทุกสินค้าไทย” เดินทางถึง “เมืองมีการชุมนุม” อาจสะดุด...การเดินทางไม่สะดวกจาก “การปิดทางจราจร” ทำให้เสียเวลา ขนส่งสินค้าอยู่บ้างในส่วน “ฝ่ายความมั่นคงของไทย” มีการจัดเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังเหตุการณ์ชุมนุมเมียนมาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงจะเกิดการปะทะกันในระหว่าง “กองกำลังกะเหรี่ยง” ออกมาปกป้องมวลชนของตัวเอง และ “ฝ่ายความมั่นคงรัฐบาลทหารเมียนมา” นำไปสู่การสู้รบกันขึ้นก็ได้ ด้วยเหตุนี้เอง “ฝ่ายความมั่นคงไทย” ได้จัดเตรียมพื้นที่ศูนย์จุดรองรับการอพยพหนีภัยการสู้รบจากเมียนมา และการปราบปรามเข้าสู่ประเทศไทย ตามแนวชายแดน จ.ตาก คือ อ.ท่าสองยาง...ใช้ ร.ร.ชุมชนท่าสองยาง เป็นพื้นที่คัดกรองโรค และรองรับผู้อพยพ อ.แม่ระมาด...ใช้ท่าเรือที่ 19 บ้านวังผา ต.แม่จะเรา อ.พบพระ...ใช้ อบต.วาเล่ย์ และ ร.ร.มอเกอไทย อ.แม่สอด...ใช้สนามกีฬา 5 อำเภอชายแดน ต.แม่ปะ เป็นที่รวบรวมพลเรือนและใช้สนามฟุตบอล กองร้อย ตชด.ที่ 346 ต.ท่าสายลวด เป็นจุดรวบรวมผู้หนีภัยการสู้รบ คาดว่าสามารถรองรับผู้อพยพได้ราวหมื่นคน นอกจากนี้ ยังเตรียมจุดรองรับผู้อพยพเพิ่มอีกในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และ จ.ระนอง ด้วยเช่นกันทุกจุดมีการจัด จนท.ทางการแพทย์ ดำเนินการคัดกรองโรค และมีการตั้งจุดปลดอาวุธกรณีเป็น “ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ” ทะลักเข้ามาฝั่งไทย “อันเกิดจากการสู้รบ” ก็ต้องได้รับการปลดอาวุธทั้งหมดก่อนเช่นกัน หลังเริ่มมีการปะทะระหว่างทหารเมียนมากับชนกลุ่มน้อยฝั่งตรงข้ามแม่สอด จ.ตากสิ่งสำคัญ...เดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการชุมนุมในเมียนมา ลักษณะส่อเค้าบานปลายถึงจุดพีกที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ เพราะมีกระแสว่า “มวลชนยกระดับ” ปรับรูปแบบการชุมนุมใหม่ในหลายพื้นที่ของเมืองสำคัญ เหตุนี้อาจทำให้ “ฝ่ายความมั่นคงเมียนมา” ใช้กำลังสลายชุมนุมอีกครั้งก็ได้ตอกย้ำสถานการณ์ “ตึงเครียด” ที่จะทำให้มวลชนไม่พอใจออกมาร่วมกันเดินขบวนประท้วงต่อต้าน “รัฐบาลทหาร” มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมกลายเป็น “เหตุจลาจล” มีโอกาสทำให้ “ฝ่ายความมั่นคงเมียนมา” ต้องใช้กำลังปราบปราม “ประชาชน และกะเหรี่ยง” ต้องอพยพหนีลี้ภัยเข้าสู่ประเทศไทยก็ได้ เดือน มี.ค.นี้อาจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สังเกตจาก “ธนาคารเมียนมา” ตามเมืองชายแดนไทย-เมียนมา ถ้ามีการปิดทำการงดให้บริการ หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต ถูกตัดใช้งานไม่ได้ ลักษณะนี้อาจเป็นสัญญาณของ “รัฐบาลทหาร” ที่อาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดบางอย่างก็ได้ ในการใช้ความรุนแรงเหมือนอดีตที่ผ่านก่อนหน้านี้ประการต่อมา...“การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย” ยังหลุดรอดเข้ามาอยู่ประปรายตามแนวช่องทางธรรมชาติ แต่ก็น้อยลงมาก เพราะตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง บูรณาการเพิ่มความเข้มงวดป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ มีการเฝ้าระวังพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ วางเครื่องกีดขวาง...เพิ่มกำลังลาดตระเวน 24 ชั่วโมงทั้งการเดินเท้า การใช้รถจักรยานยนต์ การใช้รถยนต์ เรือ และ...ใช้โดรนบินลาดตระเวนตรวจจุดพักพิงตามแนวชายแดนให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการลักลอบของกลุ่มผู้หนีภัยทางการเมืองเมียนมาในช่วงโควิด-19 ระบาดอยู่นี้ เบื้องต้นตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.2564 มานี้ยังไม่พบมีการจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเลยด้วยซ้ำสุดท้ายนี้... “การชุมนุมประท้วงเมียนมา” ไม่มีใครตอบได้ว่า “เหตุการณ์ส่อเค้าบานปลายรุนแรงระดับใด” แต่ประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้าน คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ “ผู้อพยพลี้ภัยอาจทะลักเข้ามาในไทย” ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่เช่นนี้.