ก็ผิดหวังซ้ำซากกับรัฐสภาต่อยอดเผด็จการทหารยุค คสช. แม้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยให้แล้ว รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ได้ โดยต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ ลงประชามติ เสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่ การลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โละอำนาจแต่งตั้งนายกฯของ ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยหัวหน้า คสช. ก็ยังถกเถียงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกันจนถึงบ่ายแก่ๆก็ยังไม่จบ หรือจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำวินิจฉัยของศาลอีกทีวันนี้ผมเลยพาท่านผู้อ่านไปดู บทเรียนจากเผด็จการทหารเมียนมา กันก่อนผมขอชื่นชม สปิริตประชาธิปไตยอันสูงส่ง ของ ประชาชนเมียนมา ที่ยืนหยัดต่อสู้กับ เผด็จการทหารเมียนมา มานานถึง 47 วันแล้ว นับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แม้กองทัพเมียนมาจะปราบประชาชนอย่างรุนแรง มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย แต่ชาวเมียนมาก็สู้ไม่ถอย การยึดอำนาจรัฐบาลเลือกตั้งของ นางอองซาน ซูจี ที่ผ่านมา 1 เดือน 19 วัน ทำให้เศรษฐกิจเมียนมาเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ การฟื้นฟูคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีปกติเมียนมาก็มีเศรษฐกิจที่ล้าหลังในอาเซียนอยู่แล้ว แต่การปฏิวัติจะทำให้เศรษฐกิจเมียนมาแย่หนักลงไปอีกสิ่งที่เห็นชัดที่สุดก็คือ การจดทะเบียนบริษัทใหม่เดือนกุมภาพันธ์ลดลงถึง 86% เหลือเพียง 188 บริษัท เทียบกับ 1,373 บริษัทในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของเมียนมา H&M แฟชั่นแบรนด์ดังสวีเดน ก็สั่งยกเลิกการซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตในเมียนมา บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ที่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ใน นิคมอุตสาหกรรมติลาวา ก็ประกาศเลื่อนการเปิดโรงงาน จีน ซึ่งลงทุนมากที่สุดในเมียนมา ก็สั่งปิดโรงงานในเมียนมา อพยพพนักงานชาวจีนกลับประเทศประเด็นที่ รัฐบาลไทย ควรระวังอย่างยิ่งก็คือ ความสามารถในการตรวจโควิด-19 ของเมียนมาลดลงจากเดิมถึง 90% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยแน่นอน การระบาดระลอก 2 ในไทย ก็มาจาก แรงงานเถื่อนเมียนมาที่สมุทรสาครและชายแดน วันนี้ก็ยังระบาดอยู่ ถ้าเข้ามาอีกเป็น “ระลอกที่ 3” เศรษฐกิจไทยจะกระทบสาหัสกว่านี้แน่นอน กองทัพไทยจึงต้องเฝ้าชายแดนไทย-เมียนมาไว้ให้ดี ถ้าชาวเมียนมาหนีทะลักเข้ามาเมื่อไหร่ ต่อให้มีวัคซีนก็รับมือไม่ไหวเศรษฐกิจเมียนมากำลังดิ่งลึกลงไปทุกวัน วันจันทร์หน้า 22 มีนาคม สหภาพยุโรป จะพิจารณาคว่ำบาตรเมียนมาตามสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายที่บริษัทของกองทัพเมียนมา เมื่อต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพิ่งสั่งขึ้นบัญชีดำ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหมเมียนมา และ คว่ำบาตร 2 บริษัทของกองทัพเมียนมา คือ บริษัท เมียนมา อีโคโนมิค คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท ยูเนียน ออฟ เมียนมา อีโคโนมิค โฮลดิ้ง รวมทั้งธนาคารเมียวดี และ ธนาคารอังวะ และบริษัทย่อยในเครืออีก 106 บริษัท ทำธุรกิจตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก ก๊าซ น้ำมัน เหมืองเหล็ก พลอย หยก แกรนิต หินอ่อน เหล้าเบียร์ ธนาคาร ท่าเรือ โทรคมนาคม ฯลฯรายได้อันมหาศาลนี้ทำให้ กองทัพเมียนมามีอิสระทางการเงิน ไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐบาล มีเงินซื้อรถฉีดน้ำทันสมัยปราบประชาชนผู้ชุมนุมเหมือนเมืองไทยต้นเดือนกุมภาพันธ์ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ มีคำสั่งอายัดทรัพย์นายพลเมียนมา 10 คนในสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร รวม 1,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 30,000 ล้านบาท และคว่ำบาตร พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา หัวหน้าคณะปฏิวัติ พล.อ.เมีย ตุน อู รัฐมนตรีกลาโหมเมียนมา ก็ต้องรอดู บทเรียนสุดท้ายเผด็จการทหารเมียนมา เมื่อ ประชาชนเมียนมา ไม่ทนอีกต่อไป.“ลม เปลี่ยนทิศ”