การจัดชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในชื่อ “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ที่ธรรมศาสตร์และสนามหลวง เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ เรียกแขกได้เยอะทีเดียว ผมเขียนคอลัมน์นี้ช่วงบ่ายวันเสาร์ การชุมนุมเพิ่งเริ่มไม่นานนัก นักศึกษา ประชาชนทยอยเดินทางเข้าสู่ธรรมศาสตร์และสนามหลวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะถึง 50,000 คน ตามที่ฝ่ายความมั่นคงรัฐบาลประเมินหรือไม่ยังไม่ทราบ ทีเด็ดของการชุมนุมครั้งนี้ว่ากันว่าอยู่ที่การปราศรัยในช่วง 3 ทุ่ม และจะค้างคืนที่สนามหลวง รุ่งเช้าจะเดินขบวนไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่บอกล่วงหน้า แต่เป็นที่รู้กันว่าไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำการจัดชุมนุมจากธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า การชุมนุมต้องจบลงในวันที่ 20 กันยายน โดยประเมินว่ามีประชาชนกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 100 กลุ่ม ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน โดยมีคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมด้วยการจัดชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ “รุ้ง” พูดชัดเจนว่า ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกไป แต่ก่อนการชุมนุมหนึ่งวัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจทุกช่อง บอกกับทุกคนที่อยากออกมาชุมนุมว่า “ผมได้ยินสิ่งที่ท่านพูด ผมรับทราบความคับข้องใจของพวกท่านในเรื่องการเมือง และความไม่พอใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ผมเคารพความคิดเห็นและความรู้สึกของท่าน แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเร่งด่วนที่เราจำเป็นต้องจัดการก่อน นั่นคือ บรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจที่โควิดได้ก่อให้เกิดขึ้นไปทั่วโลก”ตอนแรกก็ฟังดูดี แต่ตอนท้ายกลับเป็นคนละเรื่อง ความไม่พอใจทางการเมือง ความไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ไม่เกี่ยวกับโควิดเลย ดูอย่าง สหรัฐฯ ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิดมากที่สุดในโลก มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ คนตกงานหลายสิบล้านคน แต่วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ เขาก็ยังเดินหน้าเลือกตั้งประธานาธิบดีตามกำหนด เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การแก้รัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน สามารถทำไปพร้อมกันได้ ถ้านายกฯมีความจริงใจ นายกฯต้องปรับมายด์เซตตัวเองใหม่ เพื่อให้เข้าใจตรรกะที่ถูกต้องมากขึ้น ผมก็ไม่อยากเห็นการชุมนุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ก็เห็นด้วยกับทุกฝ่ายว่า รัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ที่ร่างขึ้นมาสืบทอดอำนาจของคณะปฏิวัติไม่กี่คน ได้สร้างปัญหาให้ชาติมากมาย การทุจริตคอร์รัปชันก็ไม่ลดลง ทำท่าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ การเมืองก็น้ำเน่าจนเหม็นเบื่อกันทั้งประเทศ รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ นายกรัฐมนตรีก็เท้าลอยไม่กล้าใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองให้ถูกต้อง บ้านเมืองก็เสียหายการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และบอกให้นายกฯรับรู้ถึงปัญหาของประเทศในเวลานี้ เมื่อนายกฯบอกว่า “ผมได้ยินสิ่งที่ท่านพูด” ก็ควรจะ “รับฟังอย่างเข้าใจด้วย” เพื่อนำไปสู่ “การแก้ไขให้ถูกต้อง” นายกฯไม่ควรอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ว่า ขอแก้ปัญหาโควิดก่อน มันคนละเรื่องเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. ได้ชื่อว่า แก้ไขยากที่สุดในโลก หรือ อาจแก้ไขไม่ได้เลย นอกจาก “ฉีกทิ้ง” เท่านั้น มีการวิเคราะห์กันว่า ใครจะเป็นคนฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ระหว่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือ ทหาร จนเกิดข่าวลือการปฏิวัติตามมาผมเชื่อว่า ทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ยังมีอีกหลายทาง นอกเหนือจาก การแก้ไขรายมาตรา และ การยกร่างใหม่โดยตั้ง ส.ส.ร. แต่สิ่งสำคัญที่สุด นายกฯต้องเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ และ ร่วมกับคนรุ่นใหม่หาทางออกร่วมกัน เพื่ออนาคตของคนรุ่นใหม่ เหมือนการส่งผ่านธุรกิจในครอบครัว โลกอนาคตเป็นโลกที่คนรุ่นเก่าไม่มีวันเข้าใจ ถึงดึงดันต่อไปก็คือ “แตกหัก” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเห็น.“ลม เปลี่ยนทิศ”