ก็เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ นักเรียนท้ารัฐมนตรีศึกษาดีเบตเรื่องการศึกษาของชาติ เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 5 กันยายน ที่หน้ากระทรวงศึกษา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น ผมขอชม คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษา ที่ตัดสินใจรับดีเบต หลังจากที่แถลงข่าวตอบโต้ 3 ข้อเรียกร้อง 1 เงื่อนไข ของ ภาคีนักเรียนกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 50 โรงเรียน ที่ไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงวันนั้น เด็กนักเรียนสมัยนี้กล้ากว่าสมัยก่อนเยอะที่น่าสนใจก็คือ มีพ่อแม่นักเรียนหลายคนเป็นผู้พาลูกไปร่วมชุมนุมด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกเรียนรู้ประชาธิปไตย โดยมีพ่อแม่เป็นตัวช่วย ถือเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่น่าชื่นชม3 ข้อเรียกร้อง ของ นักเรียน 50 โรงเรียนที่ผูกโบขาวชู 3 นิ้ว ในครั้งนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน อยู่ที่รัฐมนตรีศึกษาและผู้ใหญ่ในรัฐบาลจะเปิดใจรับฟังหรือไม่ เพราะเป็นปัญหาเรื้อรังของชาติมานานเต็มที จากความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย คือ 1.หยุดคุกคามนักเรียน ที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยในโรงเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล 3.ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เช่น ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษา ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษา ปัญหาหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ ปัญหาภาระงานครู ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครู และ 1 เงื่อนไข คือ ทำไม่ได้ ลาออกไปคุณณัฏฐพล รัฐมนตรีศึกษา เคยเป็นแกนนำสำคัญของ กปปส. ผู้จัดชุมนุมเป่านกหวีดขับไล่รัฐบาลมาก่อน แถลงข่าวในช่วงเช้าถึง 3 ข้อเรียกร้อง แต่ปฏิเสธเงื่อนไขถ้าทำไม่ได้ให้ลาออก ว่า เป็นการคุกคามตนเอง ทั้งที่เป็นเรื่องปกติทางการเมือง รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ทำไม่ได้ก็ต้องลาออก มีตัวอย่างให้เห็นทั่วโลก ไม่ใช่เกาะเก้าอี้ไปเรื่อยๆทำไมนักเรียนนิสิตนักศึกษายุคนี้ ซึ่งดูเหมือนจะลุ่มหลงเกมและโลกออนไลน์ จึงหันมาสนใจประชาธิปไตยและการบ้านการเมืองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จนผู้ใหญ่ตกใจกันหมดบีบีซีไทย ได้ไปตามหาความจริงเรื่องนี้ และได้พบความจริงที่เซอร์ไพรส์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช.นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือแรงบันดาลของนักเรียนนักศึกษาชู 3 นิ้วเหล่านี้ บีบีซีไทยได้คุยกับ “จูดี้” นักศึกษาผู้ริเริ่มกิจกรรม “วิ่งแฮมทาโร” ในแฟลชม็อบช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. เล่าว่า เธอเริ่มสนใจการเมืองและเริ่มอ่านหนังสือการเมืองตั้งแต่มัธยมปีที่ 4 ราวปี 2558 โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า ทำไมจึงมีคนวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารช่วงนี้เอง ทำให้เธอเริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากขึ้น เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังสือเรียนมีเพียงประวัติศาสตร์ที่ไกลตัว เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็พบว่า ในการเมืองไทยก็มีเหตุรุนแรงไม่ต่างจากหนังสือเล่มโปรดของเธออย่าง “บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์” ที่เล่าถึงการเอาตัวรอดในยุคนาซีผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ไปเก็บข้อมูลสัมภาษณ์นักเรียนนักศึกษา 70-80 คนที่ร่วมชุมนุม ก็พบความจริงว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ผู้ใหญ่คิดว่าเกิดจากสื่อออนไลน์ เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่ง เด็กส่วนใหญ่สนใจการเมืองมีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาที่พวกเขาเผชิญเอง เช่น เด็กมัธยมปลายไม่พอใจระบบการเรียนการสอนที่ไม่ตอบสนองต่อความคาดหวัง นักศึกษามหาวิทยาลัยไม่พอใจโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายต่างๆผศ.ดร.กนกรัตน์ ยังพบว่า คนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือการเมืองมากขึ้น เช่น หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยที่ไม่มีในตำรา หนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์กลไกรัฐไทย ไม่ว่า ตุลาการ ทหาร ระบบราชการ ไปจนถึง หนังสือประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ ทำให้ 5-6 ปีที่ผ่านมา หนังสือการเมืองเหล่านี้ขายดีเติบโตถึง 4-5 เท่า นี่คือ ความจริงใหม่ ที่ รัฐบาล และ ผู้ใหญ่ไทย ควรต้องรู้ และควรดีใจที่เด็กสนใจการบ้านการเมือง แทนที่จะไปโทษเด็กอย่างไร้เหตุผลผมก็เก็บมาเล่าสู่กันฟังครับ ดอกไม้ความคิดของเด็กไทยรุ่นใหม่เริ่มเบ่งบานแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”