ชี้มัวแต่แย่งเก้าอี้กัน ปชป.สยบศึกภายใน“จุรินทร์” รีบสงบศึกใน รับการบ้าน ส.ส.ทำโพลเช็กเรตติ้งพรรคภายใน 1 เดือน ประเมินผลงาน รมต.ใน 2 สัปดาห์ ซัพพอร์ต ส.ส.ลุยพื้นที่ โละระบบการสื่อสารใหม่หมด “เทพไท” ลั่น ส.ส.ให้ 2 เดือนต้องเห็นความเปลี่ยนแปลง “อู๊ดด้า” มั่นใจเคลียร์ได้ กก.บห.ไม่แฮปปี้ ตั้งเป้าปั่นผลงานจับต้องได้ พรรคเป็นเอกภาพ โฆษก พท.เฉ่ง “บิ๊กตู่” ทำงานลมโชยเผาเวลาไปวันๆทั้งที่เผชิญมหาวิกฤติ เหน็บ “สมคิด” สารภาพถอดใจคนไทยฟังยิ่งสิ้นหวัง “สวนดุสิตโพล” เผยชาวบ้านเอือมระอา แม้ รบ.ทำดีปราบโควิด แต่แก้ปัญหาเศรษฐกิจเหลว ซัดถึงเวลาต้องปรับ ครม. รมต.ก๊วน กปปส.อ่วม “ซูเปอร์โพล” ชี้ร้อยละ 90.8 ไล่ส่งไร้ผลงาน มัวแต่ขัดแย้งแก่งแย่งเก้าอี้วงสัมมนารัฐมนตรีและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ปิดฉากลง โดยที่ ส.ส.ได้ระบายความอึดอัดคับข้องใจต่อการบริหารงานของทีมผู้บริหารพรรค นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยแกนนำพรรครับข้อเสนอปรับปรุงการบริหารงาน พร้อมทั้งให้ ส.ส.มีส่วนร่วมประเมินผลงานของรัฐมนตรี “จุรินทร์” เร่งปั่นผลงาน–เอกภาพ ปชป.เมื่อเวลา 10.30 น. ที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการสัมมนารัฐมนตรีและ ส.ส.ของพรรคนอกสถานที่ว่า เป็นเรื่องดีที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นการเมือง ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะหาโอกาสจัดเช่นนี้บ่อยขึ้น เพราะทุกคนช่วยกันระดมความคิดเห็นได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะช่วยกันพาพรรคไปข้างหน้าไปสู่การพัฒนา เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น ข้อสรุปที่เห็นตรงกัน คือประชาชนและสมาชิกพรรคทั้งประเทศ อยากเห็นผลงานของพรรคปรากฏเป็นรูปธรรมและความเป็นเอกภาพภายในพรรค ซึ่งสำคัญทั้งสองข้อ ทุกคนพยายาม ร่วมมือร่วมใจ เพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมายนี้ แต่ราย ละเอียดขอให้เป็นเรื่องภายในว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ ส.ส.ประเมิน รมต.–ทำโพลวัดเรตติ้งนายจุรินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับการประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค จะมีกระบวนการประเมินเป็นการภายใน และการสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรค เพราะทุกคนถือว่าเป็นคนที่ประชาชนให้โอกาสมาทำงาน คะแนนรวมของรัฐมนตรีและ ส.ส.รวมถึงสมาชิกคนสำคัญของพรรคสุดท้ายจะกลายเป็นคะแนนรวมของพรรค ที่ประชาชนจะตัดสินใจลงคะแนนให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคกำลังดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมืองตั้งตัวแทนประจำจังหวัด เพื่อให้พรรคส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ครบทุกเขตตามกฎหมาย หากไม่มีตัวแทนจังหวัดหรือไม่มีสาขาพรรคอยู่ในเขตใดเขตหนึ่ง ไม่สามารถส่งผู้สมัครได้โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค ตั้งเป้าทำให้ครบถ้วนภายในเดือน ส.ค.และจะพบปะกับสมาชิกทุกภูมิภาค เป็นหน้าที่ของผู้บริหารและรัฐมนตรีของพรรค ต้องรวบรวมความคิดเห็นเพื่อประกอบการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายโอ่สมัครทุกภาคคืบ 70–80 เปอร์เซ็นต์เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลประกาศความชัดเจนการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว ประชาธิปัตย์พร้อมแล้วหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคทำทั้ง 2 ด้าน ป้องกันพื้นที่ที่มี ส.ส.และทำพื้นที่ที่ยังไม่มี ส.ส. เพียงแต่จะประกาศให้เป็นข่าวหรือไม่ รวมถึงกรุงเทพฯ เดินหน้าเป็นลำดับ กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ทั้งหมดไว้ กำหนดเป้าหมายพื้นที่ไว้เกือบ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของทุกภาคแล้วว่าใครจะเป็นผู้สมัครของพรรค ส่วนอดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ย้ายพรรค ได้สอบถามนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส.และรองหัวหน้าภาค กทม.ทราบว่ามีส่วนหนึ่งได้ย้ายออกไปแล้วก่อนที่ กก.บห.ชุดใหม่เข้ามา แต่พยายามหาคนใหม่คืบหน้าประมาณร้อยละ 70 ที่มีผู้สมัครชัดเจนแล้ว แม้แต่ ส.ก.จะเดินสายไปพื้นที่ต่างๆร่วมกับรัฐมนตรีและ ผู้บริหารพรรค และคนรุ่นใหม่ของพรรค ในการทำพื้นที่สร้างความนิยม ไปจัดยุวประชาธิปัตย์ จัดอบรมอุดมการณ์ประชาธิปไตยกินได้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังให้กับพรรคต่อไป รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.มีการดำเนินการตามลำดับต่อไปมั่นใจเคลียร์ได้ กก.บห.ไม่แฮปปี้เมื่อถามว่าล่าสุดมีข่าวว่ามีกรรมการบริหารพรรคบางส่วนไม่พอใจที่จัดสัมมนาเฉพาะรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรค นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เป็นการสัมมนาระหว่าง ส.ส.และรัฐมนตรีของพรรควงหนึ่ง ก่อนหน้านี้ กก.บห.มีการประชุมไปแล้ว และในการประชุมใหญ่คงได้พบพร้อมกันอีกวงหนึ่ง หากบุคคลใดไม่เข้าใจจะทำความเข้าใจ เรื่องนี้เป็นเพียงกระแสข่าว ไม่มีตัวตนที่แท้จริงว่าเป็นใครอย่างไร แต่ทุกคนเป็นเจ้าของพรรค มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น หากอะไรไม่เข้าใจอยู่บ้างจะได้ชี้แจงให้เข้าใจ คิดว่าพรรคฟังเหตุผลกัน พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีผลงาน จับต้องได้เป็นรูปธรรม บวกความเป็นเอกภาพ ทุกคนทราบแล้วว่าอะไรเป็นอย่างไร “คึก” ให้ 2 เดือนต้องเห็นเปลี่ยนแปลงนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ส.ส.พรรคและรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพูดคุยกันเกือบครบ 100% ได้เปิดอกคุยกันตรงไปตรงมา ส.ส.ทุกคนได้ระบายความรู้สึก นำเสนอปัญหาต่างๆให้รัฐมนตรีและผู้บริหารพรรคได้รับทราบ ไม่มีการโกรธหรือ ปัญหาติดใจกัน พูดจบก็จบกัน เป็นสิ่งงดงามของพรรคประชาธิปัตย์และความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ไม่มีพรรคใดทำได้แบบนี้ พอใจข้อสรุปเมื่อผู้บริหารพรรครับข้อเสนอและจะนำไปแก้ไขโดยเร็วในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 1.จะทำโพลสำรวจกระแสความนิยมพรรคทุกระดับภายใน 1 เดือน 2.จะประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีทุกคนภายใน 2 สัปดาห์ 3.จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสารของพรรคใหม่ทันที โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหมด 4.จะสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ของ ส.ส.ทุกคนเต็มที่ ส่วนข้อเสนอทำพรรคให้กลับมาเป็นพรรคขนาดใหญ่และเป็นพรรคขั้วการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ไม่ได้รับคำตอบเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ ถ้าหากเงื่อนไข 4 ข้อที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ยืนยันต่อที่ประชุมปฏิบัติได้เป็นจริงทุกข้อ โจทย์การกอบกู้พรรคให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมก็เป็นไปได้สูง ตนไม่ได้ติดใจในคำตอบต่อข้อเสนอ เรื่องการจะทำพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นพรรคขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และหวังว่าภายใน 1-2 เดือน จะเห็นความเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอของวงสัมมนาแน่นอน“ราเมศ” ติง “ธนกร” ควรฟังความเห็นต่างนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวถึงรัฐบาลในเวทีเสวนาวิชาการ ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงแลก เปลี่ยนความเห็นโดยปกติทั่วไป แต่นายธนกรไม่ควรพาดพิงมายังพรรค การเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคได้สู้ตามกระบวนการ เราไม่ใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช้อำนาจเงิน ปฏิบัติตามหลักการและแนวทางการเมืองสุจริต พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง เราต้องสนับสนุนคนที่เป็นหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ จะให้ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คงไม่ใช่ เมื่อผลเลือกตั้งออกมาทุกอย่างเดินหน้าต่อไป ปัจจุบันสังคมไม่อยากเห็นการเมืองที่มีแต่ความขัดแย้ง เรื่องความคิดเห็นอาจไม่ตรงกัน ติติงกันด้วยเหตุด้วยผล แต่ถ้าสุมไฟอยู่เรื่อยไป ประชาชนและสังคมคงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย“เฮียล้าน” ร่วม “ก้าวไกล” เชื่อมาถูกทางนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร อดีตสมาชิกสภา กทม. 5 สมัย อดีตสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นว่า ต้องยอมรับว่าทุกพรรคมีนโยบายต้องการช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการใช้โซเชียลมีเดีย ต้องยอมรับว่าจุดนี้พรรคก้าวไกลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาเป็นตัวสะท้อนถึงความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างดี ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้สิทธิเลือกตั้งของวัยรุ่นจำนวนมาก ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงในสนามการเมือง ไม่ว่าระดับชาติหรือท้องถิ่น หากเราไม่ปรับตัวเป็นเรื่องยากในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป ช่วงก่อนจะตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคก้าวไกล มีหลายพรรคติดต่อมาเหมือนกันเหน็บ ปชป.ค่ายเก่าหลงลืมยุ่งเป็น รบ.“ขณะที่พรรคต้นสังกัดเก่าก็ไม่ได้สนใจพวกเรามากนัก อาจเป็นเพราะเราเป็นนักการเมืองท้องถิ่นตัวเล็กๆ ประกอบกับการที่พวกเขาอาจยุ่งกับการเป็นรัฐบาลอยู่ อาจลืมเราไปบ้าง ขณะเดียวกันเราอยู่กันแบบถ่อมตัวในพื้นที่ ไม่ได้มีตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งใหญ่โตอื่นๆ ก่อนที่เราจะนำเรื่องมาหารือกันในครอบครัวและได้ข้อสรุปออกมาอย่างที่เห็น ว่าควรมาอยู่พรรคก้าวไกลน่าจะเหมาะสมกว่า”เจอตอกกลับย้ายมากี่พรรคแล้วน.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร อดีตสมาชิกสภา กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล พาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า “พรรคต้นสังกัดเก่า ไม่ได้ดูสนใจพวกเรามากนัก อาจจะเป็นเพราะเราเป็นนักการเมืองตัวท้องถิ่นตัวเล็กๆในสายตา พรรคอาจจะยุ่งกับการเป็นรัฐบาลอยู่ ก็อาจลืมเราไปบ้างว่า การย้ายสังกัดพรรคของแต่ละคน ล้วนมีเหตุผลแตกต่างกัน นายสุทธิชัยเองเคยย้ายพรรคสังกัดมาแล้วหลายพรรคจนจำไม่ได้ว่าอยู่พรรคใดมาบ้าง คงมีเหตุผลส่วนตัวที่บางครั้งเจ้าตัวอาจไม่สามารถอธิบายออกมาได้ทั้งหมด และพรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลว่าเหตุใดทำไมนายสุทธิชัยจึงย้ายพรรค เพราะเราเคารพการตัดสินใจของนายสุทธิชัย แต่ที่พาดพิงลักษณะเช่นนี้ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญใส่ใจในสมาชิกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับใด ล้วนถือว่าทำงานให้พรรคและเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของพรรคทุกคนที่ร่วมลงแข่งขันในทุกสนาม พปชร.โต้ “บิ๊กตู่” กับนโยบายอุ้มเป็น รบ.น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุพรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นรัฐบาลเพราะนโยบายความสงบเท่านั้นว่า นโยบายความสงบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายพรรคพลังประชารัฐ และเป็นสิ่งที่ประชาชน ต้องการอย่างมาก ยังมีอีกหลายปัจจัยทำให้พลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล ทั้งการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำรัฐบาลชุดก่อน อย่างนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รถไฟฟ้าทั่วกรุง ปลดหนี้นอกระบบคืนทรัพย์สินให้ลูกหนี้ ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ยังเปิดกว้างทางความคิด ไม่เลือกเป็นความคิดของพรรคใด สิ่งใดที่ดีมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน นำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารประเทศ และนโยบายพลังประชารัฐสอดคล้องเพื่อสานต่อเป็นรูปธรรม นายอภิสิทธิ์แสดงความเห็นครั้งนี้ อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นความงดงามในระบอบประชาธิปไตย เสนอความเห็นที่แตกต่างกัน และวิพากษ์–วิจารณ์กันได้จ่อชง ครม.ปลดล็อกกระท่อมพืช ศก.นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า นโยบายการปรับพืชกระท่อมพ้นบัญชียาเสพติดว่า ตามที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เร่งปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดอยู่ในขั้นตอนเปิดรับแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวง ยุติธรรม เป็นเวลา 15 วัน คาดช่วงต้นเดือน ส.ค.จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนและวิถีชีวิตชุมชน พืชกระท่อมมีหลักฐานการใช้เป็นสมุนไพรในครัวเรือนมาตั้งแต่อดีต ใช้บำรุงกำลัง แก้ปวดท้อง แก้ปวดเมื่อย จึงไม่ใช่ยาเสพติด ควรส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนยุ่งเกี่ยว ใช้เป็นยาบำรุงอย่างเดียว ทำเป็นผลิตภัณฑ์ต้องขออนุญาต อย.ก่อน เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรที่จะส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนและเยาวชนพท.ฉะผู้นำทำงานลมโชยเผาเวลาทิ้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณพร้อมปรับ ครม. แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับเมื่อใดว่า พล.อ.ประยุทธ์คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินแต่ทำงานเหมือนไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังขี่ม้าเลียบค่าย เดินสายทำงานแบบสังคมลมโชยเผาเวลา ทั้งที่วิกฤติโควิด-19 ลามเศรษฐกิจ เป็นมหาวิกฤติโลกซ้อนวิกฤติประเทศ เหมือนนั่งดูหนังสยองขวัญแล้วมาเฉลยหักมุมตอนท้าย แต่ละเป้าหมายที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศภายในปี 2561 คนจนจะหมดไปจากประเทศ แต่พอเกิดปัญหาบอกว่าอยากรู้ตัวเลขเศรษฐกิจต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “สมคิด” หมดสภาพ ปชช.ฟังยิ่งสิ้นหวัง“แถมนายสมคิดยังสารภาพถอดใจมาหลายปีแล้ว ประชาชนฟังแล้วสิ้นหวังสถานการณ์วิกฤติขนาดนี้ รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะนี้ไม่เพียงแต่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับยกแผง แต่หาคนมาขับเคลื่อนยังไม่สามารถหาได้เลย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเขียนได้ แต่แผนงานฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปีจะแก้วิกฤติอย่างไร กลับไม่มีให้เห็น หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารประเทศแบบเน้นเขียนจดหมาย และเดินสายขอให้คนช่วยไปตลอด” นายอนุสรณ์กล่าวชาวบ้านระอาชี้ถึงเวลาปรับ ครม.วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร? กับกระแสข่าวการปรับ ครม.” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,269 คน สำรวจระหว่างวันที่ 8-11 ก.ค. พบว่าผลงานของรัฐบาลที่เข้าตาประชาชนมากที่สุด คือการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ร้อยละ 50.80 ส่วนผลงานที่ยังไม่พอใจต้องปรับปรุง คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 61.15 ทั้งนี้ภาพรวมประชาชนพอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโควิด-19 ร้อยละ 67.38 และเมื่อสอบถามถึงประเด็นการปรับ ครม.ประชาชนเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ร้อยละ 67.85ยี้ รมต.สาย กปปส.ไล่ส่งไร้ผลงานด้านสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่องผลกรรมข่าวปรับคณะรัฐมนตรี กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชน 2,203 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 5-11 ก.ค.พบว่าเมื่อสอบถามความพอใจของประชาชนต่อกลุ่มรัฐมนตรีที่เคยเป็นแกนนำกปปส.พบว่าร้อยละ 86.6 พอใจค่อนข้างน้อยถึงไม่พอใจเลย ขณะที่ร้อยละ 13.4 พอใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่พอใจกลุ่มรัฐมนตรีที่เคยเป็นแกนนำ กปปส.พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.7 ระบุสร้างความขัดแย้ง วุ่นวาย แก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีบนความทุกข์ยากของประชาชน ร้อยละ 59.6 ระบุไม่มีผลงานที่โดนใจ ทำงานไม่ตรงความต้องการของประชาชน ร้อยละ 56.3 ระบุไม่ทำตามอุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้ เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการปรับ ครม.ในส่วนของรัฐมนตรีที่เคยเป็นแกนนำ กปปส.โดยเสียงส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 90.8 ระบุควรปรับออก ขณะที่ร้อยละ 9.2 ระบุควรอยู่ต่อ กกต.ฉุน “นิพิฏฐ์” จ่อแจ้งความหมิ่นฯผู้สื่อรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ในการประชุม กกต.สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้สำนักงาน กกต.แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานหมิ่นประมาทต่อพนักงานสอบสวน กรณีเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์แถลงข่าวหลังยื่นฟ้องอาญา 7 กกต.ที่ยกคำร้องทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 จ.พัทลุง ปรากฏเป็นข้อความทางสื่อทำนองการพิจารณาของ กกต.ไม่มีมาตรฐาน มีพฤติกรรมยิ่งกว่าชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กกต.และการยกคำร้องทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง อาจส่งผลถึงขั้นยุบพรรคหนึ่งได้ น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่หัวหน้าพรรคการเมืองนั้นเป็นประธานหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของสำนักงาน กกต.ด้วย เป็นการแถลงข่าวเกินความจริงในคดี ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้ กกต.เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยสำนักงานฯอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารหลักฐานและคาดว่าจะมีการไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในสัปดาห์นี้พร้อมส่งคำโต้แย้งปัดสมคบโกง ลต.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่ประชุม กกต.ยังเห็นชอบกับร่างคำแถลงของ กกต.ที่โต้แย้งคำฟ้องยืนยันการพิจารณายกคำร้องทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 จ.พัทลุง ยึดตามพยานหลักฐานและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค. ก่อนศาลจะมีคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ ในวันดังกล่าวเวลา 13.30 น.ทั้งนี้นายนิพิฏฐ์ได้ยื่นฟ้อง 7 กกต.ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบกล่าวหาว่า กกต.สมคบคิดใช้อำนาจโดยทุจริต ใช้ดุลพินิจตาม อำเภอใจไม่มีข้อเท็จจริงเหตุผลรองรับ มีเจตนาช่วยเหลือ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ และพรรคภูมิใจไทย ให้ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 จ.พัทลุง“นิพิฏฐ์” บ่ยั่นฟ้องมาฟ้องกลับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กกต.ระบุฟ้องหมิ่นประมาทหลังยื่นฟ้องเอาผิด กกต.ฐานประพฤติผิดต่อหน้าที่ตามมาตรา 157 ว่า ถ้า กกต.คิดว่าเสียหายสนับสนุนให้ฟ้องได้ ต่างคนต่างใช้สิทธิ์กันโดยสุจริต เพราะแต่ละคนก็รู้ว่าใครทำอะไรไว้อย่างไร ไม่มีปัญหา ส่วนที่อ้างว่าพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานหลักสูตร พตส.ให้ลองฟ้อง และผู้ที่ฟ้องต้องอธิบายว่าพูดถึงใคร เพราะคิดเอาเองหรือไม่ เพราะตนไม่ได้ระบุชื่อใคร และ กกต.ชุดนี้เพิ่งมาใหม่ คงยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้บรรยายหลักสูตร กกต.เกือบทุกรุ่น กกต.ชุดนี้ไม่รู้จักตน แต่ตนรู้จัก กกต. มีอะไรอยู่ในมือมากกว่าที่คิด บางเรื่องไม่สามารถพูดข้างนอกได้ ต้องพูดในศาล หากคิดจะฟ้องตนก็อย่าประมาท และขอให้คิดถึงประเด็นร้ายที่สุดว่าต้องเจอกับอะไรในศาล ยืนยันว่าไม่ได้ขู่ แต่ชีวิตนี้อยู่กับการเป็นนักกฎหมายมาตลอดฮึ่มสร้างบรรทัดฐานเพื่อสังคม“ผมเห็น กกต.มาเกือบทุกยุค เป็นนักการเมืองมา 28 ปี เห็นการใช้อำนาจตั้งแต่ กกต.ยุคแรกถึง กกต.ชุดปัจจุบัน จนรู้ว่าแต่ละชุดใช้ดุลพินิจอย่างไร เปรียบเทียบได้ ที่ผ่านมาไม่เคยตัดสินใจฟ้อง กกต.ชุดใดเลย แต่ครั้งนี้ตัดสินใจฟ้อง กกต. เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้ว เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้ทุกคน และสังคมได้ประโยชน์ วันที่ 13 ก.ค. จะเดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อรับฟังการพิจารณานัดแรกเวลา 13.30 น.” นายนิพิฏฐ์กล่าว “ปิยบุตร” ขึ้นเหนือปูพรมท้องถิ่นเมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตร อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าพร้อมนายชำนาญ จันทร์เรือง และ น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เดินทางพบปะผู้สนใจลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นในภาคเหนือ เตรียมพร้อมรับมือกับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น โดยมีประชาชน นักศึกษาและผู้สนใจลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นจากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยาและแพร่ เข้ารับฟังการบรรยายเรื่อง “คณะก้าวหน้ากับการเลือกตั้งท้องถิ่น” โดยนายปิยบุตรกล่าวว่า มาพบประชาชนภาคเหนือ เตรียมความพร้อมรับมือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น ที่ผ่านมายังไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลยังไม่มีการกระจายอำนาจ เป็นการรวมศูนย์อำนาจตั้งแต่ยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ทุกอย่างจึงต้องมีคำสั่งจากส่วนกลางมาที่ท้องถิ่น แต่ว่าการสั่งการอำนาจที่แท้จริงมันอยู่ที่ท้องถิ่น ดังนั้นท้องถิ่นต้องจัดการบริหารด้วยตัวเอง การกระจายอำนาจจากประชาธิปไตยกับการกระจายอำนาจจากเผด็จการจึงแตกต่างกันหวังพลิกโฉมใหม่เลือกตั้งสนามเล็กนายปิยบุตรกล่าวอีกว่า คณะก้าวหน้าเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อหวังจะเข้ามาปรับการเมืองท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเมืองในระดับท้องถิ่น เราหวังจะใช้การเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ให้ประชาชนมาใช้สิทธิเปลี่ยนเป็นการมาเลือกนโยบาย และนำการสื่อสารสมัยใหม่มาใช้รณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ จึงต้องมาเตรียมความพร้อมรับมือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น โดยเปิดกว้างให้ทุกคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นกับคณะก้าวหน้า มีนโยบายการเลือกตั้งท้องถิ่นหลักๆ คือไม่ใช้เงิน ไม่ใช้อิทธิพล ต้องทำงานอยู่บนความต้องการของท้องถิ่น ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ไม่มีประวัติอาชญากรรม โดยเปิดกว้างให้ทุกคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน อาทิ เชื่อมั่นในประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักความเสมอภาค การมีส่วนร่วมการออกแบบและกำหนดนโยบายท้องถิ่น รวมถึงจัดการงบประมาณแบบมีส่วนร่วมและโปร่งใส เราหวังว่าจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นด้วย“บิ๊กตู่” ปลื้มไทยขึ้นชั้น รบ.อิเล็กทรอนิกส์นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ยินดีที่ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 57 จากผลการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government Development Index : EGDI )ปี 2563 ขององค์การสหประชาชาติ จากเดิมลำดับที่ 73 ในปี 2561 ดีขึ้น 16 อันดับ เป็นการ ประเมินความพร้อมการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาทางอิเล็กทรอนิกส์ และสะท้อนความสามารถของภาครัฐในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการให้บริการประชาชน ประเมินทุก 2 ปี จาก 193 ประเทศ ที่เป็น สมาชิกองค์การจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การให้บริการออนไลน์ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และทุนมนุษย์ ทั้งนี้ นายกฯขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมตั้งใจทำงานจนทำให้การจัดอันดับของไทยดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง เป็นผลสำคัญจากการปฏิรูปประเทศที่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งตามแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ ด้านที่ 6 การปรับสมดุลและ พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ข้องใจจุดยืน “สุภรณ์” สลายเสื้อแดงนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็น ประธานพิธีคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงและมอบป้ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนฯเรารักประเทศไทย ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติกลุ่ม GMS อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อ 11 ก.ค. มีนายอานนท์ แสนน่าน อดีต ประธานเครือข่ายหมู่บ้านคนเสื้อแดงแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงว่า เวทีดังกล่าวนายสุภรณ์ปราศรัยกับแกนนำว่าจะไม่มีสีเสื้ออื่นๆ นอกจากสีธงชาติ เพื่อรวมพลังคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน คำพูดดังกล่าวดูสวยหรูมากแต่เวลาอยู่นอกเวที เมื่อเผชิญหน้าแกนนำเสื้อแดงที่ไม่คิดแปรพักตร์ ไม่คิดคืนป้ายเสื้อแดง นายสุภรณ์กลับเฉไฉตอบว่าการเมืองเป็นเอกสิทธิ์แต่ละคน ใครจะยืนหยัดจุดเดิมอย่างไร จะไม่ก้าวล่วง และไม่เคยรังเกียจคนเสื้อแดง ดูแล้วย้อนแย้งกับการเคลื่อนไหวผลักดันให้คืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดง ดังนั้น การจัดกิจกรรมคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงจึงเป็นข้อสงสัยว่า ถ้าหมดยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วนายสุภรณ์และพวกจะยังคงไว้ซึ่งอุดมการณ์สมานฉันท์ตามแนวทาง พล.อ.ประยุทธ์ไม่คิดแปรพักตร์อยู่อีกหรือไม่“พิธา” นำทีมก้าวไกลหาเสียงปากน้ำวันเดียวกัน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยแกนนำพรรค นำทีมงานพรรคก้าวไกลเดินสายแนะนำนายอิศราวุธ ณ น่าน ผู้สมัคร ส.ส. เขต 5 จ.สมุทรปราการ ในนามพรรคก้าวไกล โดยในช่วงเช้าลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงบริเวณตลาดบางพลีน้อย วัดบางพลีน้อย และหมู่บ้านทรัพย์มั่นคง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นายพิธากล่าวว่า ตนและ ส.ส.พรรคก้าวไกล ลงพื้นที่รณรงค์เลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ เขต 5 ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. ขอให้พี่น้องชาวจังหวัดสมุทรปราการ เขต 5 ให้โอกาสนายอิศราวุธ ณ น่าน ได้รับใช้พี่น้องประชาชน เป็น ส.ส.คนที่ 55 ของพรรคก้าวไกล ที่จะมาช่วย พวกเราทำงานขับเคลื่อนนโยบายในรัฐสภา รวมไปถึงจัดสรรงบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเปลี่ยนจากงบประมาณการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ มาเป็นการใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมรัฐสวัสดิการ และลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในสังคมนายอิศราวุธกล่าวว่า ขอโอกาสพี่น้องประชาชน ในพื้นที่เขต 5 จ.สมุทรปราการ ให้โอกาสได้เข้าไปเป็นตัวแทนกระบอกเสียงของพี่น้องประชาชน ในฐานะ ส.ส. ร่วมตรวจสอบและถ่วงดุลในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พัฒนาแก้ไขปัญหา