การระบาดโรคโควิด-19 หลายประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย แต่ “คนทั่วโลก” กำลังมีความเสี่ยงต้องเผชิญกับ “โรคอุบัติใหม่” ซ้ำเติมเพิ่มขึ้นอีก เมื่อทีมนักวิจัยจีนได้มีการค้นพบ “เชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่” ที่อาจกลายพันธุ์เกิดการแพร่ระบาด “คนสู่คน” เป็นวงกว้างในอนาคตนี้...สำหรับเชื้อไข้หวัดหมูที่ว่านี้...คือ “ไข้หวัดหมูจี 4” เกี่ยวพันทางพันธุกรรมกับไข้หวัดหมูสายพันธุ์เอช1 เอ็น1 ที่เคยระบาดในปี 2552 ตามข้อมูลไข้หวัดหมู มีลักษณะเฉพาะตัวควบรวม 3 สาย ที่มีการผสมผสานของเชื้อหมูในยุโรป เชื้อนกเอเชีย เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 และเชื้อทวีปอเมริกาเหนือ ที่มียีนไข้หวัดใหญ่จากนก คนและหมูแม้ว่าเวลาอันใกล้นี้ยังไม่เสี่ยงเกิดการระบาดครั้งใหญ่ แต่ก็วางใจไม่ได้จำเป็นต้อง “จับตาใกล้ชิด” ในการป้องกัน เพราะเชื้อนี้เป็นวิวัฒนาการควบรวมสายพันธุ์เข้าด้วยกัน มีโอกาสคืบคลานข้ามทวีปและข้ามประเทศได้ ที่เริ่มจากการที่ติดเชื้อไม่มีอาการ และอาจกลายพันธุ์ มีอาการรุนแรงจนเกิดการติดต่อระหว่างคนสู่คนในที่สุด เชื้อไวรัสอุบัติใหม่ที่อาจระบาดติดจากคนสู่คนได้นี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า เรื่องโรคอุบัติใหม่นี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วต่อเนื่อง แต่มีลักษณะอาการป่วยติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ และนำสู่การเสียชีวิตที่ไม่ทราบสาเหตุซึ่งยังไม่เกิดการระบาดรุนแรง ที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง จึงไม่มีสิ่งสะดุดเป็นข้อสังเกตให้เห็นถึงความผิดปกติ จนไม่สามารถตรวจจับการระบาดของโรคอุบัติใหม่นี้ชัดเจนได้อีกทั้งปัจจุบันนี้มีปัจจัยส่งเสริมก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่ได้ง่ายมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจาก “สภาวะโลกร้อน” ที่เป็นสาเหตุทำให้ระบบนิเวศบางส่วนถูกทำลาย ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ประกอบกับ “มนุษย์” ก็รุกล้ำอาณาเขตแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า ทำให้ “คนกับสัตว์ป่า” มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นเมื่อเป็นเช่นนั้น...“สัตว์ป่า” ต่างต้องหนีไปอาศัยยังพื้นที่อื่น ในจำนวนนี้ก็อาจมี “สัตว์ป่าบางชนิด” มีสภาพติดเชื้อไวรัสซุกซ่อนอยู่ในร่างกาย ที่เป็นพาหะนำ “เชื้อโรค” กระจายไปทั่วอาณาบริเวณอื่น ในการนี้เอง “มนุษย์” ก็กำลังเผชิญกับ “ความอดอยาก” หรือ “มีนิสัยชื่นชอบกินอาหารพิสดาร” ทำให้นำสัตว์ป่านี้มารับประทานกัน...สัตว์ป่านี้ไม่ใช่มีเฉพาะ “เชื้อโรค” แต่ยังหมายถึง...“เชื้อไวรัส แบคทีเรียอื่น” ที่มีวิวัฒนาการสามารถนำ “เชื้อ” ข้ามจากสัตว์ไปสู่สัตว์สายพันธุ์อื่นได้ มีแมลง ยุง ไร ริ้น เป็นพาหะ สุดท้ายก็มาแพร่เชื้อสู่คน... ในวิวัฒนาการนี้เห็นชัดเจนคือ “ไวรัสตระกูล RNA” ที่มักพบบ่อยมากกว่า “ตระกูล DNA” ยกตัวอย่างเช่น...“โรคลิชมาเนีย” มีการระบาดในประเทศไทย ที่เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน มี “ริ้นฝอยทราย” ขนาดเล็กกว่ายุง 3-5 เท่า เป็นตัวพาหะนำโรค หลังกินเลือดสัตว์ที่มีเชื้อแล้วก็มากัดคนจนแพร่เชื้อสู่คนได้...กระทั่งมีอาการแสดงออกทางอวัยวะภายใน อาการทางผิวหนัง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะตามพื้นที่ตะเข็บชายแดนมักมี “ริ้นฝอยทรายชนิดพิเศษ” ที่แตกต่างจากของต่างประเทศ สามารถเพาะเชื้อนำมากัดคนอาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ก่อนนำเชื้อเข้ามาสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทยขึ้นก็ได้“ดังนั้น ประเทศไทยย่อมมีความเสี่ยงเกิดโรคอุบัติใหม่หลากหลาย เพราะโรคนี้มีต้นทางจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะ “ค้างคาวไทย” มีลักษณะพิเศษติดเชื้อไวรัสโดยไม่เป็นอันตราย ตามศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ เคยสำรวจนั้น มีไวรัสหลายตระกูลในตัวค้างคาว มีโอกาสแพร่เชื้อสู่สัตว์อื่น และข้ามสู่คนตามมา” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่าประเด็น...“ไข้หวัดหมู” มีลักษณะเฉพาะไข้หวัด 3 ชนิดรวมกันคือ กำเนิดที่หนึ่ง...เกิดจากเชื้อในหมูทวีปยุโรปผสมกับเชื้อในนกทวีปเอเชีย กำเนิดที่สอง...ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำเนิดที่สาม...เชื้อหมูทวีปอเมริกาเหนือ ที่มียีนไข้หวัดใหญ่ของนก มนุษย์และหมู ทำให้ต้องเตือนถึงความเป็นไปที่จะมีการระบาดในคนได้...ย้อนไปในปี 2529...“ไข้หวัดหมู” กำเนิดในทวีปยุโรป โดยสมาพันธรัฐสวิส ตรวจพบเชื้อนี้ที่มีส่วนของเชื้อในนกทวีปเอเชีย ต่อมาเชื้อนี้ได้แพร่กระจายทั่วทวีปยุโรป และแพร่กระจายไปประเทศจีน ที่มีการเลี้ยงสุกรมากที่สุดในโลก ในปี 2554 มีการติดตามเชื้อนี้ในประเทศจีน หลังเกิดการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในคน แต่เชื้อไข้หวัดใหญ่ก็วกเข้าติดเชื้อในหมูใหม่ ด้วยผสมผสานกับเชื้อไวรัสหมูสายกำเนิดเดิม ในปี 2559 ไวรัสในหมูควบรวมทั้ง 3 สายกำเนิด มีการจัดเป็นจี 4 ที่เป็นสายพันธุ์ที่พบมากสุด ในปี 2561 กลายเป็นสายพันธุ์หลักในหมู จากการตรวจทดสอบแยงจมูกหมู 3 หมื่นตัวในแง่โครงสร้างเชื้อไวรัส...ในกลุ่มจี 4 มีลักษณะสำคัญครบถ้วนที่เหนือกว่าสายพันธุ์ใหม่ 2009 ลักษณะเด่นของ 3 สายกำเนิดเข้าด้วยกันคือ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นเกิดจากสายกำเนิดยุโรปปนเชื้อนกจากเอเชีย ควบกับสายคลาสสิกในอเมริกาเหนือ ที่มีความสามารถในการติดก่อโรคในปอดและหลอดลมได้สูงมากจากการทดลองใน “ตัวเฟอร์เรต” หลังการติดเชื้อมีการเพิ่มจำนวนไวรัส อีกทั้งภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจาก “ตัวเฟอร์เรต” หลังมีการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นๆ ก็ไม่สามารถคุ้มกันได้ส่วนเรื่องของความสามารถการแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์นี้ ในประเทศจีน มีการศึกษาสำรวจคนในประเทศติดเชื้อหรือไม่นั้น จากผลการทดสอบในประชาชน 230 ราย ปรากฏว่า พบการติดเชื้อแบบไม่มีอาการร้อยละ 4.4 ในประชาชนทำงานคลุกคลีในโรงเลี้ยงสุกร มีการติดเชื้อแบบไม่มีอาการจำนวนสูงถึงร้อยละ 10.4ล่าสุด มีรายงานพบเด็กวัย 9 ขวบ มีอาการป่วยอย่างเห็นได้ชัดในปี 2562 คือด้วยอาการไข้และปวดหัว และมีอีกหนึ่งรายก่อนหน้าในปี 2561 ตามข้อมูลวันที่ 1 ก.ค.2563 การแพร่เชื้อโรคไข้หวัดหมูจี 4 จากสัตว์สู่มนุษย์ยังมีไม่มากนัก แต่เชื้อนี้มีการพัฒนาตัวเองตลอด ทำให้มีความเสี่ยงแพร่กระจายข้ามประเทศ และข้ามไปยังทวีปอื่นจนเป็นโรคระบาดได้ส่วนอาการการติดเชื้อ...เริ่มตั้งแต่ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ มีการพัฒนาไปสู่แสดงอาการเล็กน้อยไปจนถึงการกลายพัฒนาพันธุ์ ที่นำไปสู่การติดเชื้อที่แสดงอาการมากขึ้น กระทั่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ในที่สุด จนเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่งเรื่องนี้...ดร.โรเบิร์ต เว็บสเตอร์ และ ศ.เอ็ดเวิร์ด โฮลมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ระดับโลก วิเคราะห์โครงสร้างเชื้อไข้หวัดใหญ่ เริ่มแพร่ในมนุษย์จนกระทั่งไข้หวัดนกจนถึงจี 4 ได้เตือนให้เตรียมพร้อมทั้งจับตาดูว่า ไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์สายพันธุ์เอประจำถิ่นนี้จะมีไข้หวัดใหญ่สายกำเนิดอื่นเข้ามารุกล้ำด้วยหรือไม่หากเป็นเช่นนั้น...ก็จะเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มนุษย์จะยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรค เมื่อมีการติดเชื้อลุกลามกลายเป็นการแพร่จากคนสู่คนแล้ว ก็จะเข้าสู่วิกฤติโรคระบาดดังเช่นโรคโควิด-19 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2 ท่าน ต่างมีความหวังว่า หากเกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้น จะหาวิธีตรวจและการป้องกันได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี...ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่มีมาตรการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็มีการตรวจสอบเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว โดยเฉพาะเชื้อไวรัสในสุกรและสัตว์ปีก มีการดูแลควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในส่วนการรักษาโควิด-19 ด้วย “ยา” นั้น...ประเทศไทยมีการสั่งซื้อยา “ฟาวิพิราเวียร์” (Favipiravir) จากประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่ยังคงใช้ได้ผลดีในการรักษาโรคนี้อยู่ และมียารักษาไข้หวัดใหญ่ชนิดรุนแรงต่างๆด้วยขณะเดียวกัน องค์การเภสัชกรรมของประเทศไทย ก็กำลังพัฒนายา “ฟาวิพิราเวียร์” ขึ้นใช้เองภายในประเทศ คาดว่าจะสามารถผลิตขึ้นใช้ในโควิด–19 และโรคไข้หวัดใหญ่ ราวปี 2564 นี้ได้แน่นอนสิ่งสำคัญ “ตามธรรมชาติเชื้อไวรัส” ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใดก็ตาม ถ้าประชาชนคงมาตรการป้องกันตัวเอง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขให้คำแนะนำไว้นี้ย่อมสามารถป้องกันได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์...ย้ำว่า...“การ์ดห้ามตก” คงใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และยังคงเว้นระยะห่างกันไว้ เพราะไม่ใช่ป้องกันได้เฉพาะโรค “โควิด–19” เท่านั้น แต่ยังป้องกันเชื้อ “ไข้หวัดใหญ่” ไม่ว่าจะเป็นชนิดธรรมดา หรือชนิดควบรวมหมู นก หรือเชื้อติดต่อทางเดินหายใจได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ.