ไหนๆก็อดทนกันมาได้ถึงสองเดือน จะอดทนต่อไปอีกเดือน สำหรับชาวบ้านทั่วไปคงไม่หนักหนาเสียงบ่นแน่ล่ะก็มี เหมาะควรแค่ไหนถามใครในสงครามโควิด-19 นี้ คงไม่ได้คำตอบขลังเท่าถามหมอผมพยายามเงี่ยหูฟัง เสียงค้าน ได้ยินจากหมอใหญ่ แต่หมอสังกัดพรรคเสรีรวมไทย มีกลิ่นการเมืองฝ่ายค้านโน้มนำ สุ้มเสียงหมอไม่น่าเชื่อเท่าหลายๆหมอ โดยเฉพาะหมอที่อยู่ในกลุ่ม “การหมอ” นำ “การเมือง”หมอตอนนี้คะแนนนิยมดีครับ...ถ้ามีโพลไปถามว่า คะแนนศรัทธา หมอผู้รับงานตีฆ้องอย่างหมอทวีศิลป์กับนายกฯ ประยุทธ์...ตอนนี้ใครคะแนนดีกว่ากันหรือจะลองเอารองนายกฯประวิตร จับคู่กับหมอยง ภู่วรวรรณ คุณอนุทิน รัฐมนตรี สาธารณสุข จับคู่กับหมอทวีวัฒน์ เหมะจุฑา ผมเชื่อของผมว่า ในสงครามโรคที่ร้ายกว่าสงครามโลกครั้งนี้คะแนนศรัทธาหมอน่าจะสูงกว่า หากจะต้องทำสงครามโรคต่อไป เอาหมอเป็นนายกเสียเลยก็ไม่เลวแต่ก็แค่คิด...นะครับ วิชานี้เป็นวิชาบ่างช่างยุ การยุให้หมอที่กำลังรบประจัญบานอยู่ทัพหน้ากับนักการเมืองที่เป็นทัพหลัง...เกิดกินแหนงแคลงใจกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถือเป็นอนันตริยกรรม สื่อหรือใครคิดได้แต่ไม่ควรทำผมแก่แล้ว แก่ทั้งวัยแก่ทั้งวัด สมมติตัวเองเป็นผู้ใหญ่ อยากสอนลูกหลาน ด้วยคำสอนโบราณ“อดได้เป็นพระ”สำนวนนี้หมายความว่า อดโมโหโทโสได้ ย่อมเป็นของประเสริฐ คำว่า “พระ” จากสำนวนนี้ มุ่งเอาพระพุทธเจ้า ดังคำที่สมัยหนึ่งพูดกันติดปากว่า “อดได้เป็นพระ ชนะเป็นมาร”สำนวนนี้เข้าใจว่าได้มาจากคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์ ตอนพญามารมาประจญพระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ในมหาชาติคำหลวงกัณฑ์กุมาร พระเวสสันดรให้สองกุมาร กัณหาชาลีแก่ชูชกไปแล้ว ทรงหวนนึก...ว่า“ครั้นนบมิได้ประสาทอาตมบุตรหญิงชาย หมายเป็นทางนิวรไส้ กูก็บ่มิอาจจะได้เป็นพระ ชนะแก่เบญจพิธมาร...”สำนวน “อดได้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” อาจจะเลือนมาจากมหาชาติคำหลวงตอนนี้เอง“สังข์ทอง” ตอนหกเขยถูกพระสังข์ตัดจมูกตัดใบหูแลกเนื้อปลา เจอคนทักเข้า หกเขยก็แก้เกี้ยว “ทำไมใบหูแหว่งจมูกวิ่น ถึงจะด้วนเสียสิ้นก็ของข้า เถียงกันเปล่าเปล่าไม่เข้ายา โบราณว่าอดใจได้เป็นพระ”คำสอน “อดใจได้เป็นพระ” ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าผจญมาร หกเขยพูดแก้เกี้ยวเพราะเสียหน้า...เป็นคำสอนที่พอเข้าใจ แต่ต้องอธิบายต่อหลายคำ...แต่ถ้าจะสอนกันตรงๆสั้นๆคนโบราณ ท่านจะสอนว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”สำนวนนี้หมายความว่า ละทิ้งสิ่งที่ไม่ดีเพื่อเอาสิ่งที่ดีกว่า ไม่เอาของเลวโดยมุ่งจะเอาแต่ของดี อดใจรอผลข้างหน้าซึ่งจะได้ดีกว่าสำนวนนี้เอาผลไม้มาเปรียบ ผลไม้บางชนิดกินได้สองระยะ ระยะแรกมีรสเปรี้ยว ระยะหลังมีรสหวานถ้ากินในระยะเปรี้ยวก็ไม่ได้กินในระยะหวาน ถ้าจะกินในระยะหวานก็ไม่ได้กินในระยะเปรี้ยวแต่ไม่ว่าจะสอนกันด้วยสำนวนไหน...อีกเดือนเดียวคนไทย ก็คงได้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ว่าอยู่รอดจน “เป็นพระ” ได้หรือไม่... จะ “กินหวาน” สมใจสักแค่ไหนโถ! ก็สู้เข็ดฟันไม่กินเปรี้ยวมาตั้งสามเดือน.กิเลน ประลองเชิง