เดือนพฤษภาคมที่กำลังจะสิ้นสุดลง เป็นอีกเดือนหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรก ได้แก่ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ครั้งที่สอง การชุมนุมของกลุ่ม นปช. หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 เป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อ มีการสลายการชุมนุม มีการสูญเสียชีวิตมีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม “ตามหาความจริง” ในประวัติศาสตร์พฤษภาทมิฬน่าจะตามหาความจริงได้ง่ายกว่า แม้จะผ่านมานานถึง 28 ปี แต่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ซับซ้อน เป็นการชุมนุมของคนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางใน กทม. เพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร รสช. ถูกปราบปรามนองเลือด ยุติลงด้วยพระบารมีส่วนเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2553 เป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อและซับซ้อน แกนนำอ้างว่า เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและทวงความเป็นธรรมมา 10 ปีแล้ว จะมีหลายองค์กรตรวจสอบ ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการอิสระค้นหาความจริง และสถาบันพระปกเกล้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ที่ทำการศึกษาและตรวจสอบเหตุการณ์ ยืนยันว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ มีการใช้ความรุนแรง ถ้าเป็นจริงต้องถือว่าขัดต่อหลักการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และขัดต่อรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เขียนไว้ตรงกันว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และโดยปราศจากอาวุธผลการตรวจสอบของแต่ละองค์กร อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน แต่ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ไม่ปราศจากอาวุธ มีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการปลุกระดมให้เผากรุงเทพมหานคร มีการเผา กทม.หลายสิบจุด และเผาศาลากลางจังหวัด 4 แห่ง ในภาคอีสานมีการเผยแพร่แนวความคิดในการต่อสู้ของพรรคการเมือง โดยระบุว่า ต้องประกอบด้วย “แก้ว 3 ประการ” แก้วประการแรกได้แก่ พรรค แก้วที่สองได้แก่ แนวร่วม แก้วที่สามคือ กองกำลังติดอาวุธ เลียนแบบการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศ แต่โดยสรุปก็คือ เป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองต่างสีต่างขั้วต่างฝ่ายต่างยืนยันว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายของตนเป็นฝ่ายถูก เพียงแต่มีความเห็นต่าง ก็กลายเป็นศัตรู ไม่ยอมรับคำตัดสินขององค์กรกลาง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรอิสระ ปัญหาต่างๆอาจยุติลงได้หากทุกฝ่ายยอมรับว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติและเป็นความดีงามของระบอบประชาธิปไตย.