อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทางสามแพร่ง การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในไทยรุนแรงขึ้นทุกขณะเดิมพันรัฐบาล “ลุงตู่” จะ “เอาอยู่” หรือไม่สถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่วันละประมาณ 100 ราย กระจายลุกลามไปทั่วทุกภูมิภาคก่อนหน้านี้รัฐบาลเน้นย้ำมาตรการขอความร่วมมือประชาชน “อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ” เว้นระยะห่าง Social distancing แต่ดูเหมือนยังไม่ได้ผล ยังคงมีปาร์ตี้ ตั้งวงเหล้า คนแห่แหนเดินทางกลับต่างจังหวัดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จึงต้องใส่ “ยาแรง” ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผล 26 มีนาคม-30 เมษายน ยกระดับควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 ทั่วราชอาณาจักรเป้าหมายหยุดการเคลื่อนย้ายของผู้คน ลดการแพร่ระบาดให้มากที่สุดยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นหน่วยงานพิเศษ หัวหอกทำงานบูรณาการทุกภาคส่วน รวมอำนาจกฎหมาย 38 ฉบับ ของทุกกระทรวงมาอยู่ที่นายกฯทั้งหมดพล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นประธานบัญชาการเองเต็มตัวทุกมิติ จะเป็นผู้นำประชาชนฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้พร้อมจัดระเบียบ ขจัดเงื่อนไขการทำงานย้อนแย้ง สับสน ต่างคนต่างทำ ตั้งปลัดกระทรวงต่างๆขึ้นมาเป็นหัวหน้าสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละด้านหมดเวลาเกรงใจเหมือนตบหน้าฉาดใหญ่รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ที่ทำงานกันแบบนัวเนียยุ่งเหยิง ติดหล่มจนแต้มกับปัญหา สถานการณ์ที่ผ่านมาเลยมีแต่ทรงกับทรุดตอนนี้นายกฯรวบอำนาจการบริหารจัดการโควิด-19 มาไว้เต็มมือ พร้อมปรับมาตรการให้เข้มข้นเฉียบขาด ติดประมาทไม่ได้อีกต่อไป เพราะสถานการณ์เดินมาถึงจุดเดิมพันแพ้ชนะแล้วถ้าขืนยังปล่อยให้การต่อสู้กับโควิด-19 เป็นไปในรูปแบบเดิมๆ แล้วเกิดพลาดขึ้นมา คนโดนเต็มๆก็หนีไม่พ้น “ลุงตู่” อยู่ดี ดังนั้น ทำเองดีกว่า จังหวะสถานการณ์ก็บีบให้ต้องเดินแบบนี้ช่วงที่นายกฯแถลงวันที่ 25 มี.ค. ใครบางคนได้ฟังแล้วถึงกับสะดุ้งหน้าชา นายกฯใช้คำว่าจะ “ปรับปรุง” การสื่อสารให้ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน และแถลงข่าวด้วยตัวเองเพียงวันละครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน สับสนสะท้อนชัดถึงความผิดพลาดด้านการสื่อสารในช่วงที่ผ่านมา ถูกคนก่นด่าเปิดเปิงจับสัญญาณ “ลุงตู่” เป็นห่วงกังวลประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาจะเพิ่มการระบาดแพร่เชื้อ งัดกฎเหล็กใครกลับต้องกักตัวที่บ้านในพื้นที่ หรือจำเป็นต้องกักตัวในสถานที่ของรัฐขณะเดียวกันก็ออกมาตรการเยียวยาแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รัฐบาลชดเชยรายได้ 5,000 บาท ต่อเดือนต่อคน เป็นระยะเวลา 3 เดือนอย่าไปไหน อยู่บ้านเฉยๆก็ไม่อดตายที่ผ่านมารัฐบาลไต่ระดับมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยคำนึงถึงความรู้สึก สิทธิเสรีภาพประชาชนแต่ตอนนี้มาถึงจุดเปลี่ยน ที่ต้องใช้มาตรการหนักแล้ว และจะหนักขึ้นอีกแน่ถ้าประชาชนยังไม่ให้ความร่วมมือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ห้ามมั่วสุม ห้ามชุมนุม ถ้ายังไม่พอ สิ่งที่จะตามมาคือ “เคอร์ฟิว” กำหนดเวลาเข้า-ออกเคหสถานฃเข้มงวดร้ายแรง แม้แต่ช่วงการชุมนุมทางการเมืองเจอมาตรการนี้ยัง “เอาอยู่”แต่ที่หนักหนากว่านั้นคือถึงขั้น “ล็อกดาวน์” ทุกคนจะไม่ได้ออกจากเคหสถานเลย โดยมีทีมลำเลียงเสบียงอาหารไปให้ จะมีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิบัติงานเท่านั้นแน่นอนว่ารัฐบาลคงไม่อยากใช้ เพราะมีผลกระทบเยอะที่สุดชั่วโมงนี้เรากำลังเดิมพันต่อสู้อยู่กับความเป็นความตาย ประชาชนอาจต้องเสียสิทธิเสรีภาพไปบ้าง แต่ก็เพียงชั่วคราว ด้วยความจำเป็นต่อสถานการณ์วิกฤติ“ลุงตู่” รู้ดีไม่ว่าจะออกมาตรการอะไร หนีไม่พ้นเสียงตำหนิติเตียน เพราะอารมณ์ความรู้สึกประชาชนตอนนี้คือตื่นตระหนกและหวาดกลัวโควิด-19 รัฐบาลก็คือกระโถนรองรับดีๆนี่เองยิ่งออกมาตรการอะไรที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพยิ่งแล้วใหญ่ เสียงก่นด่าจมหูนักการเมืองที่อ้างตัวว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ฉวยจังหวะออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชนแบบไม่รู้สี่รู้แปด ไม่สนคนจะเป็นจะตาย สุดท้ายโดนตอกกลับหน้าหงายเพราะคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล ต้องยอมเสียสละให้ความร่วมมือ เพราะวิกฤติครั้งนี้รุนแรงน่ากลัว ต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นหลายคนเห็นใจ “ลุงตู่” ด้วยซ้ำ แม้จะเมาหมัดกับโรคอุบัติใหม่ไร้ประสบการณ์รับมือแต่ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่มีอาการท้อให้เห็น.ทีมข่าวการเมือง