“คนไทย” สามัคคีรวมพลังรวมใจร่วมด้วย ช่วยกันสร้างเกราะป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส “โควิด–19” สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อีกหนึ่งแรงผลักดัน ชวนผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค...รับยาใกล้บ้าน ไม่ต้องมาแออัดที่โรงพยาบาลลดความเสี่ยงโรคโควิด–19นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า จากสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในขณะนี้ได้สร้างความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนเป็นอย่างมาก ทาง สปสช.จึงขอเชิญชวนให้ผู้ป่วยใน 4 กลุ่มโรค ประกอบด้วย เบาหวาน ความดันโลหิต หอบหืด และผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์และรับยาอย่างต่อเนื่อง...ให้เข้าร่วมโครงการ “รับยาใกล้บ้าน” ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลให้สั้นลง ไม่ต้องรอคิวที่ห้องยา อีกทั้งลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาลอีกด้วย จะช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงจากการอยู่ในสถานที่ที่มีคนหมู่มากและช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้อีกทางหนึ่ง นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนาโครงการนี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแต่ในสถานการณ์วันนี้เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง โดย...จะเปิดรับผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีอาการคงที่ ให้สมัครใจไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านแทนการมารับยาที่โรงพยาบาลประเด็นสำคัญมีว่า...นอกจากช่วยให้ไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลแล้ว ผู้ป่วยยังจะได้รับคำแนะนำในการใช้ยาจากเภสัชกรร้านยาเป็นอย่างดีไม่ต่างจากการรับยาที่ห้องยาของโรงพยาบาลย้ำว่า...“ยา” ที่ได้รับก็เป็น “ยาชนิดเดียวกัน” กับที่ใช้ในโรงพยาบาล มีการตรวจเช็กข้อมูลสุขภาพและเชื่อมต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาล หากผู้ป่วยมีอาการทางสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อปรับยาหรือส่งตัวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ทันทีขณะเดียวกันกรณีที่ต้องไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการที่โรงพยาบาลตามวงรอบการนัด เมื่อผู้ป่วยพบแพทย์เสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องไปรอรับยาที่ห้องยาช่วยลดระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลและ...ในแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถควบคุมอาการได้ดีก็อาจลดจำนวนการนัด เช่น จากที่เคยนัดทุกเดือน เปลี่ยนเป็นนัดทุก 3 เดือนก็ได้เช่นกัน ผู้ป่วยที่สนใจเข้าร่วมโครงการรับยาใกล้บ้านแจ้งความประสงค์ได้ที่แพทย์ผู้ทำการรักษา ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ 108 แห่ง ร้านยาแผนปัจจุบันเข้าร่วมโครงการ 889 แห่ง ซึ่งร้านยาที่เข้าร่วมโครงการนั้นเป็นร้านยาคุณภาพหรือร้านยาที่ผ่านมาตรฐาน GPP และมีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง“ผู้ป่วย” มั่นใจได้ว่าการให้บริการจะมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพอย่างแน่นอนทองวัน ผ่านจังหาญ หนึ่งในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการรับยาใกล้บ้าน โดยรับยาที่ร้านยาสมศักดิ์เภสัช อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เสริมว่า เธอมีนัดพบแพทย์และรับยาทุกๆ 3 เดือน แต่ได้เข้าร่วมโครงการเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแพทย์ได้ยืดระยะเวลามาที่โรงพยาบาลจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ซึ่งในช่วงนี้จะให้ไปรับยาที่ร้านยาเป็นเวลา 5 เดือน ส่วนเดือนที่ 6 ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ พบว่ามีความรวดเร็วและสะดวกอย่างมาก“ที่ร้านยาคนไม่เยอะเหมือนโรงพยาบาล ยิ่งช่วงนี้มีสถานการณ์โรคโควิด–19 การหลีกเลี่ยงไปที่ที่มีคนอยู่เยอะและแออัดก็ช่วยทำให้ลดความเสี่ยงตรงนี้ไปได้ เพราะเราก็เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังอยู่ด้วย ขณะที่เภสัชกรก็ให้บริการดี มีการซักถามข้อมูลสุขภาพ ให้คำแนะนำการรับประทานอาหาร ใช้เวลา 10 นาทีก็กลับบ้านได้ แต่ถ้าไปที่โรงพยาบาล บางครั้งยื่นใบสั่งยาแล้วต้องรอนานเกือบ 2 ชั่วโมงถึงจะกลับบ้านได้” ภญ.ดร.ศิริรัตน์ ตันปิชาติตัวอย่างอีกราย กัลยา แสงอุบล อีกหนึ่งผู้ป่วยที่เลือกรับยาที่ร้านยา ลลิลภัทร อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี บอกว่า ร่วมโครงการนี้มา 2 เดือนแล้ว เดิมทีต้องไปพบแพทย์และรับยาที่โรงพยาบาลทุกๆ 3 เดือน แต่เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วว่าอาการคงที่ จึงสอบถามว่าต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการรับยาใกล้บ้านหรือไม่ จึงสมัครซึ่งหลังจากที่เข้าร่วมโครงการแล้วแพทย์ยืดระยะเวลาพบแพทย์ออกไปเป็น 6 เดือน และนัดรับยาที่ร้านทุกๆ 2 เดือน“เดือนที่แล้วก็เพิ่งไปรับยามา ทางเภสัชกรก็ช่วยเจาะเลือดดูค่าระดับน้ำตาล ตรวจวัดความดัน ใช้เวลาแป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ถ้าไปโรงพยาบาลมันจะใช้เวลานาน ไปถึงเช้า...กว่าจะได้รับยาก็บ่าย 2 แล้วพอดีกับที่บ้านเรากำลังมีเรื่องโรคโควิด-19 ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้าต้องไปแออัดรอรับยาที่ รพ.ก็จะเพิ่มความเสี่ยงไปอีก”อีกอย่างเราเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว หมอเค้าก็บอกว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงการรับยาใกล้บ้านจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก เดินทางไม่นาน ใช้เวลาแป๊บเดียวก็ได้กลับบ้านแล้วนพ.นิทิกร สอนชา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ประจำคลินิกหมอครอบครัววัดหนองแวง กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลขอนแก่น มองว่า โครงการรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านเป็นโครงการที่ดีมาก สามารถทำให้ประชาชนหันกลับไปดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีและได้รับความสะดวกสบาย “กลุ่มคนที่โรงพยาบาลจะส่งไปรับยาที่ร้านยานั้นส่วนหนึ่งเป็นคนไข้ที่ปฏิบัติตัวดีสามารถควบคุมอาการของโรคได้ นอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาแล้วยังจะลดความเสี่ยงจากการไปโรงพยาบาลด้วย ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นอาจจะยังไม่เห็นภาพชัดว่าคนไข้ลดน้อยลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนไข้รายใหม่และมีคนไข้เรื้อรังที่มีความซับซ้อนของโรคสูงเข้ามารับการรักษาเป็นจำนวนมาก...แต่ในส่วนที่ผมดูซึ่งเป็นคลินิกย่อยของโรงพยาบาลที่ดูแลคนไข้โรคเรื้อรังที่ไม่ซับซ้อนนั้น ตรงนี้ชัดเจนมากว่าปริมาณคนไข้ลดลงจริง”ที่จริงแล้วปัญหาของประเทศไทยคืออัตราการพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ป่วยรายเก่าซึ่งได้รับการรักษาอย่างดีจนมีอายุยืนยาวนั้น ก็จะเผชิญกับปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ น่าสนใจว่า...ประโยชน์สูงสุดของโครงการรับยาที่ร้านยาก็คือ การเคลียร์คนไข้ที่ไม่ซับซ้อนออกไป เพื่อให้แพทย์และเภสัชกรมีเวลาพูดคุยหรือตรวจคนไข้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดได้อย่างยาวนานขึ้นวันนี้ “ร้านขายยา” ...มีศักยภาพและมีส่วนสำคัญในการดูแลประชาชนท่ามกลางการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (Covid-19) โดยเฉพาะเมื่อประชาชนเกิดความตื่นตระหนก (Panic) ก็มักจะคิดถึงโรงพยาบาล แต่ทุกวันนี้...หลายคนก็ไม่กล้าไปเนื่องจากมองว่าโรงพยาบาลคือจุดเสี่ยง ฉะนั้น หากทำให้ร้านขายยาเป็นกลไกการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ช่วยติดตามประชาชนกลุ่มเฉพาะ ก็จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง ภญ.ดร.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) มองว่า เวลาคนไข้เข้ามาที่ร้านยามักแสดงความกังวลว่าตัวเองมีไข้หรือไม่ ร้านยาก็จะช่วยคัดกรอง ประเมิน ซักประวัติว่าเขามีความเสี่ยงหรือไม่ มีประวัติการสัมผัสโรคหรือเปล่า“สามารถบอกเขาได้ว่า...แม้จะมีไข้แต่ไม่เข้าข่ายความเสี่ยงของโควิด–19 รวมถึงการสอนเทคนิคการล้างมือ การใช้ชีวิตในชุมชน ความจำเป็นในการใช้หน้ากากและการใช้งานที่ถูกต้อง”นับตั้งแต่นำร่อง “โครงการรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน” เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2562 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีโรงพยาบาลและร้านยาเข้าร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนประชาชนก็มีความมั่นใจต่อระบบที่โรงพยาบาลผ่องถ่ายออกมา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่เปิดรับโรงพยาบาลและร้านยาเข้าร่วมโครงการ“สถานการณ์โรงพยาบาลแออัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องเข้าไปรับยาที่โรงพยาบาล ตรงนี้หากโรงพยาบาลมีข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถกระจายคนไข้ออกไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านได้ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” ภญ.ดร.ศิริรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย.