วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเปิดสวนดอกกุหลาบทำเนียบขาวแถลงข่าวใหญ่ระดับโลก “ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ National Emergency” เพื่อรับมือกับ โรคระบาดไวรัสโคโรนา โดยผู้นำสหรัฐฯระบุว่า “อีก 8 สัปดาห์ข้างหน้าเป็นช่วงอันตราย” หลังจากที่ องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ ไวรัสโคโรนา เป็น โรคระบาดใหญ่ระดับโลก และ ผู้นำสหรัฐฯ ก็มีคำสั่งห้ามประเทศในสหภาพยุโรปเดินทางเขาสหรัฐฯ เป็นเวลา 30 วันทันที ยกเว้นอังกฤษสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ก็คือ การขานรับของตลาดหุ้นวอลสตรีทแทนที่จะตกใจ ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ที่ร่วงผล็อยลงมากว่า 2,352 จุด 9.99% จนต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ในวันก่อนหน้า กลับพุ่งปรี๊ดขึ้นไปทันที ปิดตลาดดาวโจนส์บวกขึ้นไปกว่า 1,985 จุด บวกขึ้นไป 9.36% ปิดที่ 23,185.62 จุด ถือเป็นสถิติหุ้นสหรัฐฯที่ดัชนีหุ้นขึ้นไปสูงสุดในวันเดียว นับตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ดัชนีหุ้นแนสแด็ก ก็บวกขึ้นไป 9.35% ดัชนีหุ้น S&P 500 ก็บวกขึ้นไป 9.26% แตกต่างจาก ตลาดหุ้นไทย อย่างสิ้นเชิงผมดูข่าว Fox news ถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของผู้นำสหรัฐฯก็ถึงบางอ้อประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ได้ยืนแถลงข่าวคนเดียว แล้วพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ตอบคำถามนักข่าวผิดบ้างถูกบ้าง จนนักข่าวก็เอือม ประชาชนก็เอือม แต่ ทรัมป์มาชุดใหญ่ ตั้งแต่ ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้าทีมกองกำลังต่อสู้กับไวรัสโคโรนา และ CEO ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน เช่น ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Walmart Target ร้านขายยายักษ์ใหญ่ CVS รวมทั้ง Google เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันฟันฝ่าผองภัยจากไวรัสโคโรนาไปด้วยกันเป็นการ สร้างความมั่นใจ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ใน ผู้นำ ในการรับมือกับวิกฤติไวรัสระบาดที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในสหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อ 2,006 ราย เสียชีวิต 42 รายผมเคยเขียนเตือน นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายครั้ง การบริหารประเทศช่วงวิกฤติ ผู้นำประเทศต้องสร้าง “ความเชื่อมั่น” (Trust) ให้เกิดขึ้นกับประชาชน จึงสามารถนำประเทศฟันฝ่าวิกฤติไปได้ ที่สำคัญ ผู้นำต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด และ ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนทุกฝ่าย เหมือนอย่างที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ โชว์ในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ไม่ใช่พูดจาโลเลไม่กล้าตัดสินใจ วันนี้พูดอย่างพรุ่งนี้พูดอีกอย่าง เช่น เรื่องแจกเงินคนจน 2,000 บาท หน้ากากอนามัยขาดแคลน วีซ่าชาวต่างชาติที่สนามบิน จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แถมยังทำลายความเชื่อมั่นและความเชื่อใจในตัวผู้นำอีกด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากจะนำ CEO บริษัทยา บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ มาร่วมแถลงข่าวด้วย ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ประกาศ อัดฉีดเงินฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านดอลลาร์ 1.57 ล้านล้านบาท เพื่อรับมือกับไวรัส ยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา และประกาศว่า เขาจะกำจัดทุกอุปสรรคเพื่อดูแลประชาชนสหรัฐฯและองค์กรที่พวกเขาสังกัด ไม่ใช่อ้างติดโน่นติดนี่ สัปดาห์นี้ เขาจะแจกชุดตรวจไวรัส 1.4 ล้านชุดให้กับทุกรัฐ และ เพิ่มเป็น 5 ล้านชุดในเดือนหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่าอาจจะใช้ไม่หมดขณะเดียวกัน สภาผู้แทนสหรัฐฯ ก็ลงมติท่วมท้น 363 ต่อ 40 ผ่านกฎหมายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหลายพันล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ บริการตรวจเชื้อไวรัสฟรี ไปจนถึง จ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้างที่ลาป่วยจากไวรัส ในยามวิกฤติ รัฐบาล และ รัฐสภาสหรัฐฯ เขาช่วยกันคนละไม้ละมือ ไม่มีการกัดกันเหมือน...ในบางประเทศประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงข่าวแค่นี้แหละ หุ้นขึ้นเกือบสองพันจุด ในยามวิกฤติ ความเชื่อมั่นในผู้นำประเทศจึงสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่า นายกฯตู่ คงจะเข้าใจ.“ลม เปลี่ยนทิศ”