“สงครามโลก” ถูกมองว่าทารุณโหดร้าย...แต่บัดนี้ “โควิด-19” กลับรุนแรงกว่าหลายเท่าลุกลามไปค่อนโลก 100 ประเทศ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อข้อมูลวันที่ 9 มีนาคม 2563 อยู่ที่ 109,045 ราย ตาย 3,806 ศพ เฉพาะ “ประเทศไทย” ติดเชื้อ 50 ราย ตาย 1แถมถูกผีซ้ำด้ำพลอย...เมื่อนักท่องเที่ยวทุกตลาดทั่วโลก พลันหายไปจากแผ่นดินไทย และเชื่อได้หรือไม่ว่า...จะลดเหลือ 36 ล้านคนปีนี้ ตามลมปากผู้ว่าการ ททท. มโนออกมาผู้สันทัดกรณีตลาดท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมานานกว่า 30 ปีมองว่า ด้วยตลาดหลักนักท่องเที่ยว...นอกจากจีนตัวยืน 11 ล้านคน อิตาลี 2.72 แสนคน เกาหลี 1.88 ล้านคน ญี่ปุ่นอีก 1.8 ล้านคน ก็ยังตีกรรเชียงหนีโควิด-19 ไม่ได้...คำถามสำคัญจึงมีว่า แล้วจะเอาคน 36 ล้านคนมาจากไหน? เมื่อทุกอย่างไม่มีทีท่าว่า...จะคลี่คลาย ซ้ำร้ายมีแต่รุนแรงขึ้นถึงขั้นสถานประกอบการแย่งกันปิดกิจการหนีภาวะขาดทุน บ้านเมืองยามนี้ถึงเงียบราวป่าช้า...ให้แววตาผู้คนดูเศร้าหมองหลังแผ่นผ้าราคาแพง ปิดปากจมูกป้องกันการติดเชื้อรัฐบาลเชียงกง...บอกให้อดทนนะ รัฐออกมาตรการการเงินการคลังให้ผู้ประกอบการที่เดือดร้อนแล้ว ท่ามกลางความสงสัย...ต้นทุนที่ว่านั้นช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเหรอ?“ตราบที่เงาทัวริสต์ต่างชาติหรือไทยกันเองยังไม่ปรากฏ แล้วมรรคผลจะเกิดได้ไง...เห้อ! รู้สึกเหนื่อยใจเสียจริงๆ”ทว่า...เหตุการณ์ที่กำลังบานปลาย จี้ให้หลายฝ่ายต้องตัดสินใจ “งด” หรือ “เลื่อน” การจัดกิจกรรม ทั้งระดับนานาชาติประเทศต่างๆ รวมถึงไทย...ที่ประกาศชัดงดจัดงานสงกรานต์ปีนี้ในหลายพื้นที่พูดก็พูด...“ท่องเที่ยว” เป็นปัจจัยหลักพัฒนา “เศรษฐกิจ” ประเทศ ที่ไม่ควรหยุดขับเคลื่อน และต้องรีบก้าวผ่านไปให้ได้... โดยเร็วที่สุดโดยไม่แก้ผ้าเอาหน้ารอดหยิบเงินภาษี 1 แสนล้านบาท มาโปรยทานตามรอย “ชิม ช้อป ใช้” เฟส 1-3 ที่ดูเหมือนว่าจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า?อีกทั้งยังขาดวินัยการคลังบริหารเงินแผ่นดิน ที่เอื้อต่อผู้ทำการค้ามีผลประกอบการ จนองค์กรเอกชนออกอาการห้าวพอจะร้องขอเงินช่วยเหลือ 1 แสนล้านบาทจากภาครัฐ...อ้างเพื่อเกิดสภาพคล่องนักวิเคราะห์ตลาดท่องเที่ยวระดับกูรู กล่าวเสริมเชิงวิเคราะห์ให้ฟัง บอกให้ลบตัวเลขทัวริสต์ต่างชาติทิ้งได้เลย...เพราะคงไม่มั่นใจพอจะมาเที่ยวบ้านเรา ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อมีคนตาย แม้จะติวเข้มหาผู้ป่วยดีปานใด ไม่มีทางออกอื่น...นอกจาก “ไทยเที่ยวไทย” กันเอง เหมือนเมื่อครั้งอดีตที่ “ซาร์ส” และ “หวัดนก” ฟีเวอร์ระบาดหนักแต่...คนไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มขี้ขึ้นหัวกลัวการติดเชื้อ เห็นได้จากห้างร้าน ภัตตาคาร ร้านอาหาร สถานประกอบการต่างวังเวงราวต้องคำสาป เครื่องบินโดยสาร รถ...เรือนำเที่ยว ที่เป็นปัจจัยต่อการเดินทางท่องเที่ยว ก็ไม่วายถูก “โควิด-19” ขย่มจนผู้คนหายเกลี้ยงส่วนนโยบายรัฐที่มุ่งส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ ให้ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าจากที่จ่ายจริง...เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครคิดจะสุ่มเสี่ยงไปร่วมทำกิจกรรมกับคนหมู่มากเช่นนั้นนักวิเคราะห์ให้ทัศนะ...ถึงไทยจะบาดเจ็บยามนี้ แต่นิสัยที่ตัดไม่ขาดคือการได้ท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย บริษัทนำเที่ยวเคยอ่านเกมลูกทัวร์ออกจึงกล้าขาย...เที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง...ซึ่งก็ “สำเร็จ” “วิกฤติเช่นนี้ พฤติกรรมคนไทยมักเปลี่ยนเป็นเที่ยวระยะใกล้ๆกับรถตู้ไม่เกิน 10 ที่นั่ง หรือเที่ยวด้วยรถยนต์ส่วนตัว แค่สามวันสองคืน หรือสองวันหนึ่งคืน”นักวิเคราะห์คนเดิมบอกอีกว่า เมื่อพบโจทย์นี้แล้ว ผู้แก้ทางท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันนำ “ไทยเที่ยวไทย” มาเป็นเครื่องมือส่งเสริมตลาดเพื่อข้ามผ่านมันไปให้ได้และอย่าหยิบเอาโครงการเก่าๆออกมาขายซ้ำ อย่างที่ ททท.เสนอขายเส้นทางศรัทธาทัวร์ หรือทัวร์สายกินกับทัวร์ 108 เส้นทาง...ที่ล้วนกินแห้วมาก่อนหน้าแล้วทั้งนั้นประเด็นที่ควรคิดคือทำทันที อย่ามัวมโนจะทำนั่นนี่ เริ่มจากลงมือส่งเสริมจุดหมายท่องเที่ยวระยะสั้น รัศมี 150-200 กม. ให้เที่ยวกันเองภายในภูมิภาคเช่น....คนชลบุรีเที่ยวสวนผลไม้ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ขณะคนจากแดนบูรพาเที่ยวสวนสนุก สวนนงนุช สวนน้ำ เมืองพัทยา หรือขยายวงกว้างถึงจังหวัดใกล้เคียงภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ก็ใช้แนวทางเดียวกัน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษฯ (อพท.) ร่วมเป็นเจ้าภาพสรรหาแหล่งท่องเที่ยวรองรับ โดยมีพี่ใหญ่ ททท.รับหน้าเสื่อโหมทำตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อออนไลน์...ออฟไลน์ ให้เกิดกิมมิคล่อใจ...ปังสุดๆ ไม่ใช่หมกมุ่นแต่สปอต “ไทยเท่” จับต้องอะไรไม่ได้ยามท่องเที่ยวอับเฉาอีกทั้งสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด กับ ททท.สาขาทั้ง 45 แห่ง ยังจะต้องจับมือแสดงตัวตนความเป็นมืออาชีพ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสาธารณสุขจังหวัดคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้เรื่องการระวังป้องกันโรคระบาดสู่นักท่องเที่ยวส่วนภาค “เอกชน” ก็ช่วยเป็น “ป๋าดัน” เสนอขายธุรกิจแบบจูงใจ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อหนีสภาพสุญญากาศประเด็นต่อมา...ต้องมองถึงเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจแหล่งวิถีชุมชน ซึ่งปัจจุบัน “มหาดไทย” ระบุมี 75,000 แห่ง ตาม “หมู่บ้าน” ทั่วประเทศหลายแห่งถูกพัฒนาและส่งเสริมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัส พร้อมจับจ่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เกิดรายได้ ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้คนมาเที่ยวร่วมฝึกทักษะท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism)ตัวอย่างชุมชนที่จับต้องได้แล้วในวันนี้ อาทิ บ้านตะเคียนเตี้ย, ชากแง้ว, นาเกลือ อ. บางละมุง, บางเสร่ สัตหีบ, แหล่งจักสานพนัสนิคม, อ่างศิลา เมืองชลบุรี...พระนครศรีอยุธยา มีชุมชนสามเรือน บ้านเห็ดตับเต่า บ้านคุ้งระกำ บางปะอิน, ชุมชนบ้านม่วง บางปะหัน, บ้านสำพะเนียง บ้านแพรก, บ้านต้นสะตือ อ.เมือง“เมืองไทย”...มีชุมชนคือแหล่งเล่าขานถึงวัฒนธรรมวิถีถิ่นและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา เป็นช่องทางส่งเสริมท่องเที่ยวระยะสั้นแก่กลุ่ม “ครอบครัว” หรือ “คณะจิ๋ว” ขณะถูก “โควิด-19” เล่นงานได้ ที่สำคัญ...“ไทยเที่ยวไทย” ชวนกันไปกระจายรายได้ เงินจะหมุนไป...หมุนไปช่วยชุมชนให้มีรายได้จริงแท้แน่นอน...โดยไม่ต้องพึ่งพาทฤษฎีโปรยทาน สร้างกระแส “ประชานิยม” จากรัฐบาลเป็นไหนๆ.