โฟกัสสถานการณ์รัฐบาลเผชิญ “วิกฤติ” โควิด-19 บรรยากาศสถานการณ์ราวกับโลกหยุดหมุนชั่วขณะกับมหันตภัยร้ายของมวลมนุษยชาติ การระบาดของเชื้อไวรัสมรณะ “โควิด–19” ที่ลุกลามหนักจากจีนแผ่นดินใหญ่ แพร่กระจายไปหลายประเทศ ทั่วทุกทวีปตัวเลขผู้ติดเชื้อทะลักเฉียดแสนราย ยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกทะลุ 3,200 คนคนเจ็บคนตายมากมายราวกับเกิดสงครามโลก ท่ามกลางความหวาดวิตก อย่างที่องค์การอนามัยโลกได้ยกระดับความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดตามนัยสถานการณ์ โลกกำลังเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน”ถึงตอนนี้ไม่เลือกชาติใหญ่ ชาติเล็ก โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิหร่าน เจอวิกฤติไวรัสโควิด–19 ถล่มเมืองหนักกว่าใครถูกจัดอยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงที่หลายชาติสั่งห้ามบินเข้าบินออกบล็อกตั้งแต่ต้นทางไม่ให้เชื้อมรณะลุกลามขณะที่ประเทศไทยว่ากันตามตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ถึง 50 ราย เพิ่งมีคนตายแค่คนเดียวโดยสถิติถือว่ายังไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤติแต่อย่างใด ด้วยมาตรฐานด้านสาธารณสุขที่ติดอันดับ 6 ของโลก บุคลากรทางการแพทย์มีประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤติไวรัสระบาดมาทั้งโรคซาร์ เมอร์ส ฯลฯยังคุมโซนได้ ไม่เข้าระยะ 3 หรือ “Super Spreader” ติดต่อจากคนสู่คนภายในประเทศแต่ก็อีกนั่นแหละ ประเภทที่ยังไม่สาหัสดันทำให้เกิดวิกฤติได้จากปรากฏการณ์ “หน้ากากอนามัยขาดแคลน” ถึงขั้นที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนส่งหนังสือร้องเรียนกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนหน้ากากอนามัยขั้นวิกฤติเสี่ยงกระทบประชาชนในวงกว้างขนาดหมอ โรงพยาบาลยังขาดแคลน นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านทั่วไปที่กำลังผวาเชื้อโรคร้าย ยังเจอซ้ำเติมด้วยภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย รวมถึงเจลแอลกอฮอล์ หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้แต่มันไปโผล่ขายกันในออนไลน์ กักตุน ฟันกำไรกันโจ๋งครึ่มฟ้องประจานปัญหาการบริหารจัดการ ตามสภาพการณ์ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ พาคณะเดินสายตรวจโรงงานยืนยัน ผ่านสื่อมวลชนกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่ของจริงร้านขายยาขึ้นป้ายไม่มีของหนักเข้าก็เป็น “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข โชว์ไอเดีย แนะนำให้ชาวบ้านทำหน้ากากผ้าใช้เอง ดัดหลังพวกกักตุนสินค้า แก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนนั่นสะท้อนว่า ไม่มีแผนรองรับภาวะฉุกเฉินอะไรเลย สุกเอาเผากินเฉพาะหน้าไปวันๆ ทั้งๆที่มันคือสถานการณ์ความเป็นความตายของประชาชนคนไทยในห้วงหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้แต่หน้ากากอนามัย สินค้าจำเป็นพื้นฐานในการป้องกันโรคระบาด อุปกรณ์ป้องกันไวรัสโควิด–19 ในเบื้องต้นยังมีไม่พอความ ต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาล ที่สำคัญคือรองรับมาตรการให้ประชาชนป้องกันตัวเองถ้าสถานการณ์ถึงจุดระบาดลามหนักจะปั่นป่วนแค่ไหนยิ่งได้เห็นปรากฏการณ์โกลาหลจากปัญหา “ผีน้อย” แรงงานผิดกฎหมายอพยพหนีวิกฤติไวรัสโควิด–19 จากประเทศเกาหลีใต้กลับประเทศไทย โดยนายอนุทินยอมรับไม่ทันเตรียมมาตรการรองรับกระตุกต่อมผวา ผู้คนหูตาตื่นกันทั้งประเทศนั่นไม่เท่ากับ “สิงห์ปืนไว” แต่ดันทำปืนลั่น เล่นเอาสับสนไปตามๆกัน กับการที่นายอนุทินได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็น เขตติดโรค ติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กำหนดให้ 9 ประเทศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ทุกคนที่เดินทางมาจาก 9 ประเทศ เป็นเขตติดโรคต้องกักตัว 14 วัน โดยไม่มีข้อยกเว้นต่อมาไม่นานก็มีการลบโพสต์ดังกล่าวและปิดเพจเฟซบุ๊กหายไปก่อนที่จะมีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขประกาศ 4 ประเทศเป็นเขตโรคติดต่ออันตรายเหลือแค่ 4 ประเทศ ประกอบด้วย เกาหลีใต้ จีน อิตาลี อิหร่านเหมือนลนลาน โฉ่งฉ่าง ข้อปฏิบัติสำคัญพลิกกลับไป กลับมาโดยมาตรฐานการรับมือไวรัสมรณะโควิด-19 สะเปะสะปะ มันก็อย่างที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติร่อนแถลงการณ์เป็นเชิงประจานการบริหารจัดการระดับประเทศของไทยไม่มีการบูรณาการอย่างชัดเจน เป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติแทบทุกจุดและนั่นก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เบอร์หนึ่งอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องออกโรงเล่นบทแม่ทัพใหญ่ในสงครามไวรัสมรณะบุกประเทศไทยตั้ง “ศูนย์ข้อมูล COVID–19” ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นจุดรวมศูนย์อำนาจการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยต่างๆในการรับมือสถานการณ์ไวรัสมรณะ ทั้งในมิติควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และการรองรับผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤติไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่โดนกระแทกอย่างแรง จากภาวะการท่องเที่ยวสะดุด เครื่องยนต์หลักโกยรายได้เข้าประเทศดับสนิท สายการบิน โรงแรม รีสอร์ต ร้านค้า ธุรกิจห่วงโซ่สะเทือนหนัก โรงงานเจ๊ง คนตกงาน ใกล้ถึงภาวะที่คนไม่มีข้าวสารกรอกหม้ออารมณ์คนกลัวอดตายก้ำกึ่งกับอาการกลัวตายจากไวรัสมรณะสถานการณ์ด่วนจี๋ นายกฯเจาะจงให้เป็นหน้าที่ของกระบี่มือหนึ่งด้านเศรษฐกิจอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชงมาตรการดูแลปากท้องประชาชนเข้า ครม.เคาะโต๊ะจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเดือนละ 1,000 เป็นเวลา 2 เดือนโดยเป็นประชาชนทั่วไปที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกษตรกร รวมถึงบัญชีช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะคนตกงานจากวิกฤติโควิด–19 ทั้งหมดวงเงิน 3 หมื่นล้านบาทส่วนการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เน้นมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักต้นและลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 2 ใช้มาตรการทางภาษีจูงใจไม่ให้ปลดพนักงานออกตัวเลขกลมๆแสนล้าน งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าแอ่นอกรับประกันเองด้วยน้ำเสียงแข็งขัน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่สนพวกวิจารณ์รัฐบาลทำอะไรไม่เป็นดีแต่แจกเงินเรื่องของเรื่อง ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ใช้วิธีนี้ แม้แต่เมืองเศรษฐกิจดีอย่างฮ่องกงก็แจกเงินให้ประชาชนคนละ 40,000 บาท เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่แจกเงินช่วยเหลือประชาชนคนละ 7,000 บาทเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ อัดฉีดเศรษฐกิจฐานรากในภาวะฉุกเฉินเหมือนคนป่วยไอซียู ต้องปั๊มหัวใจ ให้ออกซิเจน มัวแต่ให้น้ำเกลือพอดีตายก่อนและพร้อมๆกันนี้ นายสมคิดยังร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ประสานโรงงานตัดเย็บสิ่งทอกว่าร้อยโรงงานร่วมสนับสนุนการจัดทำหน้ากากอนามัยตามมาตรฐานของหน่วยงานสาธารณสุขใช้ป้องกันโรคได้ โดยตั้งเป้าผลิตเดือนละ 10 ล้านชิ้น ลดปัญหาการกักตุนของพ่อค้าแม่ค้า คลายความวิตกกังวลของผู้คนเบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ยกระดับการบริหารจัดการ ทำให้ภาพของการบูรณาการรับมือวิกฤติโควิด–19 ดูมียุทธศาสตร์และทิศทางเด่นชัดขึ้นทันทีที่แน่ๆสถานการณ์ตอนนี้ต้องตัดวาระแฝงทางการเมืองออกไปเพราะมันคือ “วาระแห่งชาติ” ในการรับมือกับมหันตภัยของมวลมนุษยชาติที่ลามไปทั่วโลกเอาเป็นว่า แม้แต่คิวที่ “ด็อกเตอร์โกร่ง” นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีต รมว.คลังคนดัง ที่แสดงตัวแสดงตนเป็นแนวร่วมพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มฟอร์ม ด่ากราดแรงๆ รัฐบาล “บิ๊กตู่” โง่ ทำเศรษฐกิจพินาศยังพลาด กระแสตีกลับ โดนสื่อค่ายพระอาทิตย์ด่า มือไม่พายเอาเท้าราน้ำนั่นก็ไม่ต้องพูดถึงภาพรวมของฝ่ายค้าน ทั้งทีมเพื่อไทยและค่ายอนาคตใหม่ ที่เริ่มสงบปากสงบคำ ไม่ออกมาถล่มรัฐบาลในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เสี่ยงถูกมองเป็นไอ้เข้ขวางคลอง“แฟลชม็อบ” การเคลื่อนไหวของนักศึกษาก็ซาไปตามอาการกลัวไวรัสระบาดแม้แต่พวกกระสันในทีมรัฐบาลที่เขย่าเกมปรับ ครม.ก็ต้องเงียบไปตามเงื่อนไขสถานการณ์ ยามนี้เหมือนโลกหยุดหมุนชั่วขณะ ในจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้โชว์ศักยภาพของผู้นำ เฟ้นทีมงานมืออาชีพตัวจริงเสียงจริงในรัฐบาล ยกระดับการบริหารจัดการรับมือวิกฤติโควิด-19โจทย์ข้อสำคัญ ด่านวัดศักยภาพ ชี้เป็นชี้ตาย “บิ๊กตู่”ถ้าคุมไวรัสไม่อยู่ ดูแลปากท้องประชาชนไม่ได้ อารมณ์กลัวตายจากโรคระบาดผสมอาการกลัวอดตาย กระแสร่วมวงม็อบไล่รัฐบาล “ประยุทธ์” ที่นักศึกษาและทีมอนาคตใหม่จุดชนวนไว้ ลุกพึ่บพั่บแน่แต่ตรงกันข้าม ถ้าบล็อกโควิด-19 “เอาอยู่” ในภาวะที่ฝ่ายค้านอ่อนกำลัง รัฐบาลพ้นภาวะปริ่มน้ำมาไกล“ลุงตู่” อยู่ยาว ใครก็ล้มยากเลย.“ทีมการเมือง”