เสียงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญดังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เช่น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2540 แม้แต่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเปิดเวทีรับฟังนักศึกษาประชาชนรศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป. กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “ข้อเสนอทิศทางการเมืองไทย” ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา สะท้อนภาพความแตกแยกในสังคมไทย ระหว่างพลัง อนุรักษ์อำนาจนิยม กับพลังเสรีประชาธิปไตย ส.ว.กับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐอยู่ใต้อำนาจกลุ่มเดียวกัน ทุกอย่างกำหนดโดยผู้มีอำนาจที่ปรึกษา ครป.นายสมชาย หอมลออ เสนอว่าทางออกคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการมีส่วนร่วมจากคนรุ่นน้องรุ่นลูก ขณะที่ 9 อดีตสมาชิก สสร. แสดงความห่วงใยในสถานการณ์การเมือง และเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องแก้ไขในประเด็นที่เป็นอุปสรรค เช่น มาตรา 256 ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก หรือแก้ไม่ได้เลยการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 เป็น 1 ในข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งออกมาชุมนุมแบบแฟลชม็อบ ตามสถานศึกษาทั่วประเทศในขณะนี้ ขณะที่การศึกษาแนวทาง การแก้ไขของ กมธ.สภาผู้แทนราษฎร กำลังเดินอย่างช้าๆอีกหน่อยก็หมดเวลานักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดังบางคน มองว่า กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ น่าจะไม่ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่น่าจะศึกษา “เพื่อไว้แก้ไข” มากกว่า ถ้าเชื่อตามทฤษฎีของประธาน ครป.ที่ว่า “ส.ว. กับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ” อยู่ใต้อำนาจของกลุ่มเดียวกัน และกลุ่มอำนาจไม่มีใครเห็นดีเห็นงามกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ต้องจำเป็นจำใจให้เขียนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อสุดท้ายของนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล 12 ข้อ เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่แกนนำรัฐบาลคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” เพื่อสืบทอดอำนาจ คราวนี้มีออกมาขู่ห้ามแตะต้องอำนาจ ส.ว.โดยเด็ดขาดทุกฝ่ายที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจ เพียงแต่ ส.ว. 84 คนยกมือคัดค้าน การแก้ไขก็จะพัง เว้นแต่ผู้มีอำนาจจะใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ สดับรับฟังเสียงของประชาชนรอบด้าน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยสันติ.