ถึงวันนี้ ทุกฝ่ายยอมรับว่า เศรษฐกิจอาการหนักโดยถ้วนหน้า แม้แต่รัฐบาลที่ปากแข็งมากว่า 5 ปี ก็ต้องยอมรับ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แถลงว่า สศช.ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพี เป็น 2.6% แม้รัฐบาลจะทุ่มเงินกระตุ้นกว่า 3 แสนล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย ก็ไปไม่ถึงเป้าหมายเป้าหมายของรัฐบาลก็คือปี 2562 นี้ จีดีพีของไทยจะต้องโตถึง 3% แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบลดแลกแจกแถมสารพัดไม่ได้ผล ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล เมื่อถามถึงปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า คนส่วนใหญ่ 65.54% ระบุปัญหาข้าวของแพง รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มีปัญหาการว่างงานท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้ายิ่งขึ้นทุกขณะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าพูดแต่ไม่ดีหรือแย่ ความรู้สึกโดยรวมจะไม่ดีไปด้วย เมื่อความรู้สึกส่วนรวมไม่ดีเสียแล้ว การบริโภคหรือการลงทุนก็จะชะลอตัว ขณะนี้โลกเป็นแบบนี้ ทุกประเทศกำลังลำบาก เราต้องสามัคคีทุกฝ่ายแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ก็ดูเหมือนจะยอมรับเป็นครั้งแรก จึงสั่งการให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ให้ยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และให้ดูแลประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับฐานรากแต่แค่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้โงหัวได้หรือไม่ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์และการเมืองชื่อดัง ฟันธงว่าขณะนี้ “รัฐบาลหมดกระสุนแล้ว” ตัวเลขจีดีพีที่คาดว่าจะโต 2.6% ถือว่าตํ่ามาก ใน 20 ปีที่ผ่านมา จีดีพีไทยโตตํ่ากว่าจีดีพีโดยเฉลี่ยของอาเซียนคือ 5.3% แต่ไทยทำได้ 3.8%อาจารย์สมชายกล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องๆ เช่น ชิมช้อปใช้ แต่ต้องปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งโครงสร้างการเกษตร ปรับปรุงการกระจายรายได้ และปรับปรุงคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ในภาวะไม่สามารถแข่งขันได้ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นงานมหาหิน เป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่ลดแลกแจกเงินไปวันๆ และน่าสงสัยว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการกระจายรายได้ และลดความเหลื่อมลํ้า ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน.