ไตรมาสสุดท้ายของปี ประเทศไทย เจอกับปัญหาเศรษฐกิจหลายเรื่อง ล่าสุดการที่ สหรัฐฯ ประกาศตัด จีเอสพี หรือสิทธิพิเศษทางการค้า คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกนั่นหมายถึง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ที่มีการประเมินต่ำกว่าเป้าอยู่แล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการใส่เม็ดเงินลงไปโดยตรง เช่น โครงการชิมช้อปใช้ เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน ในระยะสั้นๆ เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าเม็ดเงินที่ใส่ลงไปในระบบไม่หมุนเวียน เช่น ไปกระจุกอยู่ในระดับใดระดับหนึ่งอาทิ เจ้าของธุรกิจ แต่พนักงานไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น ยังมีรายได้เท่าเดิม ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับเป็นการชะลอผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดกับผู้ประกอบการเท่านั้นการที่ปีนี้มีการ แจ้งยกเลิกธุรกิจ กับกระทรวงพาณิชย์ มากกว่าร้อยละ 50 การที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า หนี้ภาคครัวเรือน ในไตรมาสหลังเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายในขณะที่ภาคเอกชนกระตุ้นการขาย โดยการลดแลกแจกแถม หรือการใช้วิธีโปรโมตการขายให้สามารถผ่อนซื้อสินค้าได้ 0% รวมทั้ง มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์มากขึ้นมีผลต่อวินัยทางการเงินของคนไทย ในการอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสภาวะที่คนไทย มีภาระหนี้ครัวเรือนมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 การนำเข้าสินค้า มีมูลค่าประมาณ 179,190.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ ประมาณร้อยละ 3.68 แยกประเภทเป็นสินค้านำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตลดลง เช่น กลุ่มเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 2.8 วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลง 8.4 ส่วน สินค้าฟุ่มเฟือย มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องสำอาง รองเท้า เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องประดับและอัญมณี สินค้ากลุ่มยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง กลุ่มรถยนต์นั่ง รถโดยสาร รถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3ที่น่าสนใจคือ กลุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ และสินค้าอื่นเพิ่มขึ้นถึง 309.3%ผลพวงจาก สงครามการค้าโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่คาดว่าจะซึมยาวไปจนถึงปี 2564 ทำให้การส่งออกมีปัญหาต่อเนื่อง การจำหน่ายในประเทศไม่ดีตามเป้าค่าเงินบาทแข็งค่าไม่หยุดคนในระดับล่างพออยู่ได้เพราะไม่มีกำลังซื้อเป็นปกติอยู่แล้ว หาเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ ไม่คิดอะไรมาก อยู่ไปตามมีตามเกิด คนในระดับบนมีต้นทุนพอที่จะใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ อาจจะลดการใช้จ่ายบางอย่าง ไม่มีผลกระทบอะไรมาก ดีไม่ดีได้รับอานิสงส์จากสินค้าฟุ่มเฟือยที่ราคาถูกลงด้วยซ้ำ แสดงว่าการบริโภคใกล้ถึงจุดอิ่มตัวคนในระดับกลางๆ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด มีการปรับพฤติกรรมในการใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีหนี้สินเพิ่มขึ้น เมื่อเศรษฐกิจมีผลกระทบ ปิดกิจการ จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศทันทีการที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤติหลายครั้ง สร้างภูมิคุ้มกัน วิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ถึงกับฟองสบู่แตก หรือดิ่งเหวเช่นในอดีต แต่การที่เศรษฐกิจของประเทศประสบกับวิกฤติแบบซึมยาว จะทำให้ โครงสร้างเศรษฐกิจไม่พัฒนา แคระแกร็นไม่ตายแต่ก็ไม่โต.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th