ประเด็นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐคนหนึ่ง ถึงกับประกาศว่าจะลาออกจากคณะกรรมาธิการ ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน โดยเหตุผลมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีเป็นผลสืบเนื่องมาจากคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นประธาน ได้ส่งหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาชี้แจงเรื่องสำคัญ พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับคำยืนยันจะมาตามคำเชิญหรือไม่รัฐสภาไทยน่าจะเป็นหนึ่งในรัฐสภาของโลก ที่มีคณะกรรมาธิการมากมายหลายคณะ ทั้งสามัญและวิสามัญ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และยังมีคณะอนุกรรมาธิการอีกต่างหาก กมธ.ของสภาผู้แทนราษฎร ชอบเชิญบุคคลสำคัญมาชี้แจงมากที่สุด เช่น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญบัญญัติอำนาจหน้าที่ของ กมธ.ไว้อย่างกว้างๆ คือ เมื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ กมธ.มีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลหรือเรียกบุคคลให้มาชี้แจงได้ แต่ในระบบรัฐสภาที่ไม่ได้แยกอำนาจนิติบัญญัติกับบริหารเด็ดขาด ทั้ง กมธ.ของสภาและรัฐบาลต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยเนื่องจากในระบบรัฐสภา ส.ส.ที่เป็นเสียงข้างมากในสภาและส่วนหนึ่งเป็น กมธ. เป็น ส.ส.ลูกพรรคที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นผู้นำ การเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง จึงไม่ค่อยมี แต่ถ้า ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ. ก็อาจจะเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง และอยู่ในวงการรัฐสภามาถึง 50 ปี จึงเตือนทุกฝ่ายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวุฒิภาวะ กมธ.จะต้องไม่แสดงท่าทีข่มขู่ผู้ถูกเชิญ ฝ่ายผู้ถูกเชิญก็ควรให้เกียรติ กมธ. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบ“วุฒิภาวะ” เป็นปัญหาและอุปสรรค สำคัญในการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ทำให้ประชาธิปไตยไม่รู้จักโต แต่ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างต่อเนื่อง นักการเมืองที่มาจากเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา กลายเป็นข้ออ้างในการล้างประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะโตเสียที.