เสกแร่ให้เป็นเงิน?ว่าไปแล้วการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ของบรรดานักการเมืองในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างจะตรงไปตรงมาดีกว่าแต่ก่อนจะเป็นเพราะด้วยกฎหมายที่เข้มงวดมากกว่าที่ผ่านมาจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการแจ้งรายละเอียดมากขึ้นเพื่อแสดงความโปร่งใสจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลังที่พึงระวังก็คือสื่อโซเชียลในยุคปัจจุบันนั้นนอกจากข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นจะเป็นไปรวดเร็ว ทันอกทันใจผู้ต้องการรู้ความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ข้อมูลข่าวสารเลื่อนไหลไปทุกย่างก้าวที่สำคัญก็คือมีการเจาะลึกด้วยรายละเอียด ข้อมูล ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ยิ่งความเป็นไปของนักการเมืองถูกคลี่ออกมาอย่างน่าทึ่งแต่ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้ายอยู่ในตัวมันเอง หากเป็นข้อเท็จจริงแชร์กันก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหากเป็นข้อมูลเท็จจะด้วยไม่รู้ความจริงแต่ส่งต่อไปเพื่อสนองตอบอารมณ์ตนเองก็จะเกิดผลเสียในแง่สังคมและตนเองสังคมการเมืองไทย ณ วันนี้กลายเป็นว่าสื่อโซเชียลนั้นมีบทบาทค่อนข้างสูง และถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองถึงขั้นแพ้-ชนะกันได้ที่กำลังฮิตและเป็นปัญหาก็คือ ทำขึ้นเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามการแสดงบัญชีทรัพย์สินในปัจจุบันจะมีความต่างกับกฎหมายเก่า กฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญปี 60 นั้นได้มีการแก้ไขโดย ป.ป.ช.มีอำนาจในการตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินได้ตั้งแต่ต้นถือว่าดีขึ้นมาก เพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบประเมินราคาทรัพย์สินต่างๆที่ยื่นมาเพื่อทักท้วงไว้ก่อนว่าเกินจริงหรือไม่เพื่อเป็นเกราะป้องกันและมีที่มาที่ไปถูกต้องหรือไม่?ก่อนหน้านี้เมื่อแจ้งทรัพย์สินเรียบร้อยแล้วก็จะประกาศให้ทราบกันทางสาธารณะว่า คนไหนมีทรัพย์สินเท่าใด มีอะไรบ้างจะรู้ก็คือใครรวยอู้ฟู่แค่ไหน ใครจนสุดก็แค่นั้นแต่จากการเข้าทำหน้าที่ไปแล้วทรัพย์สินหรือหนี้สินที่แสดงไว้นั้นที่เป็น “ตุ๊กตา” ระบุเอาไว้เมื่อมีเหตุจะต้องพ้นจากตำแหน่ง พ้นจากหน้าที่นั่นแหละ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจในการตรวจสอบว่า ทรัพย์สินและหนี้สินในห้วงปฏิบัติหน้าที่นั้น เพิ่มขึ้นเท่าใด ลดลงเท่าใดที่สำคัญก็คือ จะต้องแจ้งที่มาที่ไปทั้งหมดหากปกปิดหรือแจ้งไม่ตรงข้อเท็จจริงก็จะต้องมีความผิด คราวนี้ที่ฮือฮากันมาก เมื่อนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย ได้ยื่นบัญชีว่ามีเงินกว่าพันล้านบาทและแสดงตัวเลขว่า มีทรัพย์สินราคา 1,000 ล้านบาทคือ “เหล็กไหล” 2 ชิ้น คือ เหล็กไหลช่อ (โครตเหล็กไหล) มูลค่า 700 ล้านบาท อีกชิ้น เหล็กไหลก้อน (มหาเหล็กไหล) มูลค่า 300 ล้านบาทที่มาของเหล็กไหลนั้น เขาบอกว่าได้มาจากคนแก่คนเฒ่าที่เข้าไปพบหินนี้ที่เขาภูพาน สกลนคร และได้ตกทอดไปถึงคนอื่นๆ ใครครอบครองแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆได้จนชาวบ้านนำมามอบให้และมีคนมากราบไหว้บูชามาก มีคนลาวมาขอบูชา 300 ล้านบาท แต่ก็ไม่ขายจะเก็บไว้ชั่วชีวิตเพราะได้เป็น ส.ส.ก็เพราะเหล็กไหล 2 ก้อนนี่แหละ...เป็นการประเดิมอำนาจใหม่ของ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินทะแม่งๆนี้.“สายล่อฟ้า”