“น้ำท่วม น้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า”บทเพลงอมตะของราชาลูกทุ่ง “ศรคีรี ศรีประจวบ” ที่โด่งดังเมื่อครั้ง 40-50 ปีที่แล้ว ไม่น่าเชื่อมาถึงวันนี้ก็ยังเข้ากันกับสถานการณ์อากาศแปรปรวนในเมืองไทยพลิกกลับไปกลับมายิ่งกว่าอารมณ์ “ไบโพลาร์”แบบที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้ารัฐบาล ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนยังเครียดกับภาวะภัยแล้ง ข้าว พืชผลเกษตรยืนต้นตาย แต่ภายในไม่กี่อึดใจต่อมาก็ต้องเจอกับพายุฝนกระหน่ำ น้ำป่าไหลหลากท่วมเมือง ชาวบ้านต้องหอบลูกจูงหลานขนของหนีน้ำกันหูตาเหลือกพายุ “โพดุล” ยังไม่หมดฤทธิ์ พายุ “คาจิกิ” กระหน่ำซ้ำน้ำท่วมอ่วมกันทั้งภาคอีสาน จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น ยโสธร พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร และยังต้องเฝ้าระวังจังหวัดภาคกลางที่ต้องรับน้ำเหนือไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากที่เครียดภัยแล้งต้องผวากับอุทกภัยที่แน่ๆจากผลกระทบเบื้องต้นหนีไม่พ้นรัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะการเจียดงบประมาณชดเชยพืชผลทางการเกษตร ชาวนา ชาวไร่ที่เสียหายประคองปากท้องเกษตรกร ชาวบ้านฐานรากที่ขาดรายได้ตามตัวเลขที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมจะอยู่ที่ 5,000-8,000 ล้านบาทโดยผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ เพิ่มโจทย์หนักๆซ้ำวิกฤติสงครามการค้าสารพัดปัญหา รัฐบาลเปิดตำราแก้กันแทบไม่ทันอย่างไรก็ตาม ฟังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ต่างประสานเสียงยืนยันมั่นใจ เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นภาวะถดถอยเพียงแต่ค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่เผชิญวิกฤติสงครามการค้าอ่วมทั่วโลก เศรษฐกิจไทยยังโตได้สะท้อนพื้นฐาน “Local Economic” ที่แข็งแกร่งประกอบกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ชี้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 3-3.2 เนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี เม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลที่ประมาณ 1-1.5 แสนล้านบาท จะลงสู่ระบบและเห็นผลในทางปฏิบัติ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังจากราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้นจากนโยบายประกันรายได้สรุปเศรษฐกิจพ่นพิษหนักทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังประคองตัวได้ณ วันนี้ต้องเร่งสร้างความมั่นใจในการดึงดูดนักลงทุนที่กำลังย้ายฐานหนีสงครามการค้า พร้อมทั้งกระตุ้นการเบิกจ่ายของหน่วยราชการและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างที่รองนายกฯ “สมคิด” ไล่จี้ ครม.เศรษฐกิจ กระทุ้งทีมหาเงินเข้าประเทศวิ่งกันขาขวิด ใช้ความฟิตเบียดกับแรงเสียดสีของทีมดูไบที่ผลิตวาทกรรมซ้ำ ถล่มรัฐบาลสอบตกแก้ปัญหาปากท้อง“จิตแข็ง” พอที่จะไม่สั่นไหวตามแรงลมปากเรื่องของเรื่อง ปัจจัยถ่วงเศรษฐกิจมันอยู่ที่ปมป่วนทางการเมืองตามท้องเรื่องที่ยังวนเวียนๆอยู่กับประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ อาจขัดรัฐธรรมนูญในเหลี่ยมที่ฝ่ายค้านลากเกมตีกินกระแสมานานแรมเดือน ล่าสุดถึงจังหวะรัฐบาลเขี้ยวกลับ ล็อกคิวบรรจุญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติกรณีนายกฯนำ ครม.ถวายสัตย์ฯไม่ครบ ในวันที่ 18 กันยายน เจาะจงวันสุดท้ายก่อนปิดประชุมสภาสมัยสามัญเปิดให้ “ด่าฟรีคิก” แค่วันเดียว เที่ยงคืนดับไฟปิดวิกทันทีทีใครทีมัน เล่นเกมเอาล่อเอาเถิด ยื้อกันไปลากกันมา ตามฟอร์มการเมืองแบบไทยๆสาดสงครามน้ำลายแข่งกับน้ำท่วม ตามรูปเกมอย่างดีฝ่ายค้านก็ได้แค่เหน็บด่า เบิ้ลบลัฟ ประทับรอยด่าง “นายกฯลุงตู่” แต่เมื่อจบการอภิปรายก็แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันไม่มีการลงมติเหมือนศึกซักฟอกแต่อย่างใดในสถานการณ์ที่ต้องลุ้นจริงๆ วันเดียวกัน 18 กันยายน ตามคิวศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่รายการนี้ต่างหากที่อาจมีผลทำให้พลิกคว่ำพลิกหงายเช่นเดียวกับอีกหลายคิวหลายกรณีที่มีการลากเข้า “เงี่ยงกฎหมาย” ติดกับดักรัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ โดนกันถ้วนหน้าไล่ตั้งแต่นายกฯ รัฐบาลฝ่ายค้านสถานการณ์ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กรสดๆร้อนๆศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องที่ประธานสภาฯส่งความเห็นของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ขอให้วินิจฉัยว่า ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน 32 คน ถือครองหุ้นสื่อเข้าข่ายทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 93 (3)แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยเมื่อรวมกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนไว้พิจารณาอีก 32 คน ก่อนหน้านี้รวม 60-70 คน ตัวเลขเยอะขนาดที่มีผลต่อคะแนนเสียงในสภาผู้แทนฯพลิกขั้วฝ่ายค้าน-รัฐบาลได้เลยโดยเงื่อนไขสถานการณ์ติด “กับดัก” รัฐธรรมนูญ ต้องลุ้นกันเหนื่อยอีกหลายช็อตไหนจะวาระแทรก แรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาล แบบที่อยู่ๆก็มีปฏิบัติการป่วนของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐแฉทะลุกลางปล้อง ซัดบิ๊กกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯรับสินบนโยกย้ายข้าราชการ 600 ล้าน ทำให้ “เดอะท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรฯ ลุยฟ้องหมิ่นประมาทแล้วก็เป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ต้องเล่นบทมือเคลียร์ นำจอมแฉของพลังประชารัฐไปยกมือไหว้ขอโทษนายวราวุธ ยอมรับข้อมูลไม่เป็นความจริง ไม่ได้กลั่นกรองก่อนฉากหน้าจบแบบไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ฉากหลังกอไผ่มันแฝงปมร้าว โยงต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนฟอร์ม ครม.ที่คนนอกคนในต่างรู้กันดีว่า เด็กเส้นสาย “พี่ใหญ่” จ้องฮุบกระทรวงทรัพยากรฯ แต่เบียดโควตาไม่ได้ เลยมีการใช้ข้าราชการที่แบ่งขั้วแย่งผลประโยชน์ เปิดเกมเขย่า กระแทกชิ่งกันในทียุทธการ “ตีเมืองขึ้น” แต่เจอ “สายแข็ง” อย่างนายวราวุธมันคือจุดที่กระตุกรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลแม้แต่ภายในพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้แนบแน่นเป็นผืนเดียวกัน ภายหลัง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เข้าไปคลุกวงในเต็มตัวกลุ่มก๊วนมีทั้งพอใจและไม่พอใจ ไม่ได้เต็มใจแบบที่ฝืนยิ้มรับกันทั้งหมดภาพพรรคทหารกับนักเลือกตั้งอาชีพไม่เคยยืนระยะได้ยาวๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ที่พรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐและผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ โดนจอมเขี้ยวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ “ขี่คอ” ร่วมรัฐบาลเสียงน้อยแต่ถือไพ่แต้มเหนือกว่า ทั้งการหยิบชิ้นปลามัน ยึดโควตากระทรวงเศรษฐกิจทั้งพาณิชย์ เกษตรฯ ตีกินนโยบายหาเสียงประกันราคาพืชผลเกษตรยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวนั่นไม่เท่ากับการคุมเกมในสภาโดยจอมเก๋าอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเกมในสภา พล.อ.ประยุทธ์ “ถูกไล่ต้อน” เมื่อไหร่ก็ได้แต่ที่ละสายตาไม่ได้ จังหวะการขยับเดินเกมการเมืองนอกสภาคลื่นใต้น้ำที่เคยถูกอำนาจพิเศษ ม.44 กดไว้ เริ่มโผล่มาเหนือน้ำท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำจากการเลือกตั้ง ทั้งพรรคเพื่อไทยที่จัดทีมเดินสายจุดพลุรื้อรัฐธรรมนูญ ปลุกกระแสเร้ามวลชนขณะที่ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็เดินหมากรุกการเมืองท้องถิ่น ขยายกระแสความนิยมพรรคสีส้มไปตามหัวเมืองสำคัญจุดไฟเร้ากองเชียร์ช่วยกันรื้อกติกาฉบับ “ซือแป๋มีชัย”ที่ต้องจับตาอีกด้านก็คือ ผลพวงจากการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจปากท้องของรัฐบาล ที่กำลังทุ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งการเยียวยาฟื้นฟูเกษตรกรฐานรากที่ประสบทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมหากไม่เข้าเป้า ไม่ได้ผลเป็นรูปธรรม โดนกระแสการเมืองปลุกเร้า ม็อบคนเดือดร้อนออกมาเคลื่อนไหว“ซินแสรัฐบาล” แทบไม่ต้องดูดวงเมืองเลย จะวุ่นแค่ไหน.“ทีมการเมือง”