คดีที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้คนที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวในรอบเดือนที่ผ่านมาคือคดีแพรวา ซึ่งมีมุมมองของผู้คนหลากหลายซึ่งได้สะท้อนความเห็นสู่สาธารณะ รวมทั้งความคิดเห็นที่จะนำมาเสนอในที่นี้คือมุมมองของ ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุดดร.คณิต ณ นคร ระบุว่า หนังสือพิมพ์ “มติชนรายวัน” ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 พาดหัวข่าวตัวโตว่าแม่ ดร.เป็ด วอน “แพรวา” ชดใช้ตามศาลสั่ง เผย 9 ปี ไม่เคยติดต่อ ยธ. สั่งเร่งบังคับคดี มธ.เคลื่อนช่วยทวงส่วนหนังสือพิมพ์ “Bangkok Post” ประจำวันเดียวกันก็พาดหัวข่าวตัวโตเช่นกันว่า “Searching for justice Horror crash case revived 9 years later”ข้อเท็จจริงของคดีนี้มีว่า น.ส.อรชร หรือแพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขณะเกิดเหตุมีอายุเพียง 16 ปี ยังไม่มีและยังไม่อาจมีใบอนุญาตขับรถยนต์ ได้ทำการขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ของผู้อื่นบนทางด่วนโทลล์เวย์ด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายคน เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2553ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้อง น.ส.อรชร หรือแพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นจำเลย ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บและฐานอื่น ในที่สุดศาลได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่ให้รอการลงโทษไว้ และคดีอาญาเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกร้องกันในเรื่องค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งนั้น คดีได้ถูกนำขึ้นไปศาลสูงจนถึงชั้นศาลฎีกา และศาลฎีกาได้พิพากษาให้มีการชดใช้เหยื่อจำนวน 24 ล้าน โดยศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ค่าเสียหายในส่วนขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์มองว่า นางนฤมลคนขับรถตู้มีส่วนประมาทอยู่บ้างย่อมถือว่ามีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้จึงต้องพิจารณาลดหย่อนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน คดีในส่วนนี้จึงถึงที่สุดเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องในทางแพ่งนี้ยังไม่มีการชดใช้ใดๆทั้งสิ้น จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเมื่อผู้เขียนได้อ่านข่าวเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผู้เขียนนึกถึงคดีอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีในขณะที่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดเรื่องราวของคดีที่จังหวัดชลบุรีมีว่า นายตำรวจยศชั้นนายพันตำรวจคนหนึ่งมีลูกชายสองคน คนโตอายุ 12 ปี ส่วนน้องชายอายุ 7 ปี วันเกิดเหตุลูกทั้งสองได้เล่นโปลิศจับขโมยกัน แล้วลูกคนโตได้เข้าไปซ่อนตัวในห้องนอนของพ่อ และไปพบปืนพกกระบอกหนึ่งซ่อนอยู่ใต้หมอนในห้องนอนของพ่อ จึงได้ใช้ปืนพกกระบอกนั้นเล็งไปที่น้องชายโดยเข้าใจว่าไม่มีกระสุน แล้วเหนี่ยวไกปืนเป็นเหตุให้น้องชายถูกยิงถึงแก่ความตายเมื่อผู้เขียนได้ทราบเรื่องดังกล่าวนี้ทางหนังสือพิมพ์ ผู้เขียนจึงได้ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนคดีเรื่องนี้มาให้ผู้เขียนทราบก่อนที่จะดำเนินการต่อไปครั้นเมื่อผู้เขียนได้อ่านสำนวนคดีนี้แล้ว เห็นว่าพี่ชายได้กระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งพนักงานอัยการต้องฟ้องต่อไป และผู้เขียนเห็นว่าพ่อของเด็กที่จะถูกฟ้องก็กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ลูกคนเล็กถึงแก่ความตายในความผิดฐานเดียวกันด้วยแต่ผู้เขียนเห็นว่าการสูญเสียลูกคนเล็กก็หนักหนาสำหรับพ่อของเด็กทั้งสองคนอยู่แล้วการตัดสินในดำเนินการดังกล่าวจะปรากฏผลอย่างไรโปรดติดตามในวันพรุ่งนี้.“ซี.12”