กกต.ปัดชี้ถูกผิดกิจกรรมการเมือง“บิ๊กตู่” ฉะหยิบบัตรคนจนไปเล่นการเมือง ลั่นไม่เคยคิดแบ่งแยกชนชั้น ซัดที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยจนเป็นเรื่องเป็นราว พอกันทีการเมืองสาดโคลนแบบเดิมๆ สร้างแต่ขัดแย้ง มองเรื่องธรรมดาเปิดเพจเฟซบุ๊กมีทั้งด่าทั้งชม ขอเป็น “ตู่ดิจิทัล” ก้าวทันโลก พร้อมฟังเสียงสะท้อน ขออย่าหยาบคาย ยันไม่ได้หาเสียง มีแต่คนด่าด้วยซ้ำ แต่รับประกันไม่ทำให้อารมณ์บูด ไม่ฟ้องใคร ถ้าไม่ล่วงล้ำสิทธิ อนุโลมให้ ปชป.เดินสายหยั่งเสียงหัวหน้าพรรค กกต.ไฟเขียว “บิ๊กตู่” โลดแล่นโซเชียล ยันไม่ใช่การหาเสียง โบ้ยไม่ใช่หน้าที่ กกต.ชี้ขาดกิจกรรมการเมือง ต้องไปถาม คสช. พท.แนะนายกฯ ต้องใจกว้างรับเสียงวิจารณ์ อย่าหงุดหงิดตอกกลับยัดคดี ชี้คือบททดสอบบนถนนการเมือง สวดยับ ปชป. ฉวยโอกาสหาเสียงล่วงหน้า แขวะ “อนุทิน” ไม่เหมาะนั่งนายกฯ ปชป.สุดเอือมปมจี้สปิริต รมต.สวมหมวก 2 ใบ “มาร์ค” ลุยเพชรบูรณ์หาเสียงชิงหัวหน้า โวเป็นพรรคต้นแบบประชาธิปไตย เต้นผาง พปชร.ต่อท่อดูดไม่หยุดยั้งหลังประกาศตัวสนใจการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็เดินหน้าเชิงการเมืองเป็นสเต็ป ล่าสุดเปิดเพจเฟซบุ๊กชิมลาง รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาประชาชน จนยอดไลค์ ยอดแชร์ ถล่มทลาย กระหน่ำคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์กันแบบรัวๆ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ออกมาเปรยว่าเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับเสียงติชมก่นด่า “บิ๊กตู่” ฉะตีบัตรคนจนแยกชนชั้นเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำนายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ และนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผวจ.แม่ฮ่องสอน พร้อมคณะ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อนำเสนอผลงานการดำเนินโครงการ Show Case กาฬสินธุ์-แม่ฮ่องสอนโมเดล โดยนายกฯได้ชมการแสดงของเยาวชนชุด “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” และลองชิมเมนูอาหารที่ทำจากบุก ชมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหมอย่างเคสโทรศัพท์ กระเป๋า เป็นต้นนายกฯกล่าวว่า ขอเปรียบตรงนี้หน่อย พอเราใช้แก้จนก็มีคนมาแปลงเจตนาผิดไปมองว่าเป็นการแบ่งแยกชนชั้น ก็เห็นอยู่แล้วนะ ถ้าเขาเข้าใจเราก็จบ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นประเด็นทางการเมือง เราใช้คำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อดูแลประชาชนที่ขึ้นทะเบียน เราไม่ต้องการแบ่งแยกชนชั้น ลองไปเปลี่ยนชื่อดูว่าจะเรียกอย่างไรได้เต็มปาก เป็นบัตรความสุขหรืออะไรทำนองนี้ได้ไหม พอบอกบัตรคนจนกลายเป็นการแบ่งแยกชนชั้น ที่ผ่านมาก็ไม่ได้แก้ปัญหาเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ พอเราแก้มาก็ถูกโจมตีโน่นนี่ เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังแล้วกันวอนเลิกเล่นการเมืองแบบเดิมๆนายกฯกล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครอยากถูกเรียกว่าคนจน ตนก็ไม่ได้มองเขาแบบนั้น เพียงแต่ต้องเพิ่มการกระจายรายได้ให้กับเขา โครงการต่างๆก็ไม่ได้แก้จนแต่เป็นการเพิ่มความสุข ไม่ว่าคนรวยคนจนก็สามารถเข้าถึงโอกาสได้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีโครงการลงไป เช่น ไทยนิยม ยั่งยืน ไม่ใช่มองอย่างเดียวเป็นการเดินทางการเมือง ทั้งนี้ไม่มีปัญหาใดที่แก้ไม่ได้หากทุกคนร่วมมือกัน ดีกว่ามาสร้างความขัดแย้ง โจมตีกันไปมา วันนี้หลายประเทศจับตาประเทศเราอยู่ เขาไม่ได้มองประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่เขามองในเรื่องการพัฒนาด้วย ตนไปประชุมหลายประเทศก็ได้รับคำชมเชยมาหลายประเด็นที่เรามีความคืบหน้าและอยากให้เราเดินหน้าต่อไป หลายอย่างกำลังดำเนินการอยู่ แต่ต้องปลดล็อกจากข้างล่างด้วย ดังนั้นขออย่าทำการเมืองแบบเดิมๆเลยดีกว่า ขอให้ทำแบบใหม่กับตนเถอะ ดีกว่าโจมตีกันไปมาไม่มีประโยชน์ อย่างการรับฟังความคิดเห็นประชาชนก็ไม่ใช่เป็นการเมือง อย่างงานเหล่านี้ที่มาแสดงก็ไม่ใช่เป็นการโปรโมต ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำเพจเรตติ้งดี-ธรรมดามีด่ามีชมพล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีคนให้ความสนใจเข้ามากดไลค์ กดแชร์ พร้อมเขียนคอมเมนต์กันถล่มทลาย เพียงสั้นๆว่า “ก็มีทั้งด่าทั้งชม ก็เป็นเรื่องธรรมดา” เมื่อถามว่าเรตติ้งดีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็ดีดิ ดูเอาเอง”ลั่นขอเป็น “ตู่ดิจิทัล” ก้าวทันโลกต่อมาเวลา 13.10 น. ภายหลังการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการเปิดเพจเฟซบุ๊กและสื่อโซเชียลมีเดียว่า เป็นมือใหม่เรื่องเฟซบุ๊กไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักหรือรองอะไร วันนี้ก็ต้องเป็นตู่ดิจิทัลบ้าง เรากำลังเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตนเป็นเบบี้บูมเมอร์จึงต้องใช้ให้เป็น แสดงให้เห็นว่าพยายามปรับตัวไม่ใช่มาทำเพราะรัฐบาลอยู่มา 4 ปี ในเมื่อการใช้โซเชียลมีเดียมีมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องปรับตัวเอง ที่ผ่านมาตนให้ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้หมด เปิดไปดูมีทั้งชม มีทั้งว่าอะไรต่างๆ ต้องการเปิดเวทีตรงนี้ให้ทุกคนได้ติชม อะไรที่เป็นประโยชน์จะรับมาพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสม วันนี้ตนได้สั่งหน่วยราชการต่างๆขอให้ทำอะไรให้เกิดผล เพราะบางทีชี้แจงไปแล้วคนไม่ค่อยได้สนใจ จึงต้องสนใจเรียนรู้ว่าสังคมดิจิทัลเป็นอย่างไรทำใจกว้างไว้แล้วขอแค่อย่าหยาบนายกฯกล่าวว่า โซเชียลมีเดียถือว่าเป็นช่องทาง การสื่อสารอีกช่องทางหนึ่งกับประชาชน ต้องทำให้ใจกว้างมากขึ้น ยอมรับในข้อติเตียน ขออย่างเดียวขอให้สุภาพหน่อยแล้วกัน บางทีใช้คำไม่ค่อยสุภาพไม่เหมาะสม เยาวชนติดตามเรียนรู้อยู่ลูกหลานเราทั้งนั้น อย่างไรคนไม่ชอบก็คือไม่ชอบไม่ว่าจะพูดอะไรหรือทำอะไรดีๆ ก็ไม่ชอบอยู่ดี จึงต้องไปดูว่าสิ่งที่ติใช่ข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าใช่เราก็แก้ไข ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ชี้แจงได้และก็ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย หลายคนก็เปิดทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไอจีก็เปิดกันเยอะแยะ ไม่เห็นจะเสียสตางค์อะไรมากมาย เชิญเข้าไปกดไลค์กันด้วย เข้าไปให้ข้อเสนอแนะ ขอให้ติชมในสิ่งเป็นประโยชน์ ไม่หยาบคาย อะไรที่ไม่เข้าใจถ้าตอบได้ก็จะตอบ โดยให้คณะทำงานคือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ติดตามเรื่องเหล่านี้แล้วสรุปมาให้ตนทราบทุก 3-5 วัน ว่าอะไรที่ตนควรตอบเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนตอบลงไปด้วยตัวเองแล้วให้เขานำข้อความนี้ไปใส่ไม่ได้หาเสียงมีแต่คนด่าด้วยซ้ำเมื่อถามว่า การเปิดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นการหาเสียงเอาเปรียบพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “แล้วพรรคอื่นไม่เปิดหรืออย่างไร ให้ความเป็นธรรมกับผมบ้าง ไม่ใช่การหาเสียง จะหาเสียงอย่างไรให้คนรัก แต่นี่หาเสียงให้คนด่าด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นกรุณาเบาๆลงกันหน่อย ผมต้องการให้สังคมได้เรียนรู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร ในสังคมวันนี้คือสังคมโซเชียลมีเดีย คงต้องมองด้วยความเป็นธรรม”ลั่นมีธรรมาภิบาลที่เปลี่ยนไม่ได้ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเปิดตัวสนใจการเมืองและทำโซเชียลมีเดียเชิงรุกแล้ว จะมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมปรับตัวเอง ว่าจะต้องมีความโปร่งใส สุจริต มีเจตนาอันบริสุทธิ์ มีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่มีธรรมาภิบาลซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าผมได้อยู่และหากทุกคนจะเข้ามาร่วมกับผมก็จะต้องทำตามผม จะให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นแบบเดิมอีกไม่ได้ อย่าลืมว่านายกฯมีอำนาจมากพอสมควร เราจะต้องตั้งหลักให้มั่น ว่าการเป็นนายกฯหรือรัฐบาลต้องทำเพื่อประชาชน ที่เป็นศูนย์กลางเสมอ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยันเฟซบุ๊กไม่จุดชนวนอารมณ์บูดเมื่อถามว่า การเปิดโซเชียลมีเดียของตัวเองจะทำให้นายกฯอารมณ์เสียมากขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีเสียงติติงจำนวนมาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่ แล้ววันนี้ผมพูดแบบนั้นหรือไม่ ผมพูดดีไหมล่ะ อารมณ์ดีหรือไม่ เสียงนุ่มนวลไพเราะไหม แต่บางครั้งต้องเห็นใจผมบ้างเพราะการทำงานบางครั้งก็ว้าวุ่นมีเรื่องเยอะหลายเรื่องทำไปแล้วก็ไม่จบ เพราะไม่เข้าใจ หลายเรื่องทำไปก็มีปัญหาบางเรื่องปัญหาเดิมๆ ก็ทับซ้อน ถ้าทุกคนไม่ปรับตัว มันก็ไม่ได้ ขอร้องทุกคนอย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหายขึ้นมาอีก ปัจจุบันที่มีการปรับปรุงกฎหมายก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเป็นสากลและทันสมัย”ไม่ฟ้องร้องใครจะขอทนถึงที่สุดเมื่อถามว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงจะถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ถ้าจะเอาผิดก็ทำได้ทั้งหมด เพราะมีคอมเมนต์หยาบคายหลายคอมเมนต์ เรื่องนี้อยู่ที่จิตสำนึก ลูกหลานมาอ่านแล้วเขาจะว่าอย่างไร คุณต้องการให้ลูกหลานของคุณเป็นอย่างนี้เหรอ ใช้คำผรุสวาท คำหยาบคายคำด่าพ่อล้อแม่ มันไม่สมควร ทำไมไม่ทำให้ digital ของเราพัฒนาไปสู่ช่องทางการสื่อสารที่บริสุทธิ์ เพื่อที่เด็กและเยาวชนจะได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ ทุกคนช่วยเรื่องนี้ได้ บอกแล้วว่าถ้าชอบผมมากๆ อีกพวกก็จะออกมาด่าผมมากขึ้น หรือบางพวกชอบผม ก็ไปด่าคนอื่น แต่ก็รับได้ เพราะผมไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ก็จบ เรื่องนี้ต้องทำใจ ผมไม่โกรธใครทั้งนั้น ถ้าโกรธผมก็คงไม่บอกใคร” เมื่อถามย้ำว่า ถ้ามีการด่าทอจะฟ้องร้องหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนเคยฟ้องร้องใครหรือไม่ แต่ก็แล้วแต่ ถ้าเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลก็ไม่ได้ เหมือนกับทุกคน ถ้าใครมาดูหมิ่นจะได้หรือไหมล่ะ ถ้าไปพูดหรือเขียนในสิ่งที่ไม่ใช่ บิดเบือนอย่างชัดเจน มีมากเข้าจะยอมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่จะทนให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน เพราะเป็นนายกฯเมิน “โอ๊ค” คอมเมนต์ไม่ใช่ศัตรูใครเมื่อถามว่าเห็นที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แสดงความเห็นใน Instagram ชื่นชมนายกฯว่าน่ารักเวลาไม่โกรธแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “คอมเมนต์กันไปเถอะ และขอขอบคุณ ใครให้กำลังใจผม ผมให้กำลังใจเขา ผมไม่ใช่ศัตรูของใคร ใครมีปัญหาอะไรทางกฎหมายก็ไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเขาให้โอกาสอยู่แล้ว ผมไปสั่งใครไม่ได้ ที่ผ่านมาผมทำตามข้อมูลและหลักฐานเดิมๆ ปล่อยให้ทุกคนทำตามอิสระ ทำไมผมจะต้องก้าวล่วงเขา”อนุโลม ปชป.เดินสายหยั่งเสียงเมื่อถามว่า มองอย่างไรต่อการลงพื้นที่พบประชาชนของผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการใช้กิจกรรมภายในมาหาเสียงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า หลายพรรคการเมืองก็มีกันหมดกิจกรรมปราศรัย วันนี้ คสช.อนุโลมไปหลายอย่างด้วยกัน ตราบใดที่ยังไม่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือมีผลกระทบกับการบริหารราชการแผ่นดิน อะไรที่พออนุโลมได้เราจะอนุโลมให้ จะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่เดินทั่วไปหมด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ารัฐบาลไปปิดกั้นอะไรกันอีก รัฐบาลไม่ได้ไปปิดกั้นใครจนกระทั่งขยับหรือกระดิกอะไรไม่ได้เลย แต่เราจะต้องพิจารณาให้เหมาะสม สิ่งสำคัญที่สุดเราจะปฏิรูปต่อไปได้อย่างไร การเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติจะทำได้อย่างไร โดยไม่ถูกกล่าวหาว่าสืบทอดอำนาจ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ตนระมัดระวังอย่างที่สุดขึงขังบอกการเมืองไม่ใช่ของเล่นพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เคยพูดแล้วว่าการเมืองไม่ใช่ของเล่น ตนไม่ใช้คำว่าเล่นการเมือง เพราะการเมืองคือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาล การที่จะเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในอนาคตซึ่งอาจรวมตนด้วย ขอใช้คำว่าอาจจะ ทุกคนต้องมองว่าเราจะทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างไร หลายคนเห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำ หลายคนสนใจเข้ามามีส่วนร่วม ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ถ้าเห็นว่านโยบายต่างๆ หรือการทำงานของแต่ละพรรคการเมือง เหมาะสม ก็ไปเถอะครับ เชิญเถอะครับ ห้ามใครไม่ได้อยู่แล้ว ได้ทุกพรรค ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าทุกคนที่ทำงานวันนี้เพื่อชาติบ้านเมือง แต่ประชาชนต้องแยกแยะว่าสิ่งที่เขาจะทำทำกันอย่างไร เราต้องสร้างความมั่นใจให้กับทั่วโลก แม้จะมีการเลือกตั้งบ้านเมืองก็จะต้องสงบสุข ไม่มีการตีกันหรือใช้อาวุธ ขอร้องอย่าให้เกิดขึ้นอีกเลย ถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา แล้วใครจะมาเปลี่ยน “ไก่อู” โต้รัฐแยกคนจน-คนรวยพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ครม.นายกฯ ปรารภว่า ช่วงนี้ใกล้โรดแม็ปเลือกตั้งจะพบข้อมูลโซเชียลมีเดียจากผู้คร่ำหวอดทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่นักการเมืองพูดถึงเรื่องบัตรทอง หรือบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์พยายามแบ่งแยกคนจนคนรวยออกจากกัน คนจนจะได้รับการรักษาแบบอนาถา ส่วนคนรวยมีการรักษาที่ดี อาจเป็นความเข้าใจผิดและไม่ได้ทราบข้อมูลอย่างถ่องแท้ รัฐบาลยืนยันว่าสิ่งที่ทำในบัตรทองเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลนี้ไม่เคยใช้คำพูดคนจน คนรวย เพราะรู้ว่าเป็นคำพูดแสลงใจ และยืนยันโครงการบัตรทองไม่ได้เป็นการแยกคนจนออกจากคนรวย เรารักษาพยาบาลในมาตรฐานเดียวกัน นายกฯ อยากให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมช่วยชี้แจงประชาชนว่ารัฐบาลไม่เคยจะแบ่งแยกคนจนคนรวย ทุกคนเป็นคนไทยนายกฯ สั่ง รมต.เปิดดู-ชี้แจงพล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯเปรยขึ้นมาในที่ประชุม ครม.ถึงการเปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากว่า ต้องอดทน รับฟัง ถ้าคิดทำงานเพื่อประเทศชาติ นายกฯขอให้รัฐมนตรีไปเปิดดูบ้างว่าสิ่งที่ประชาชนเขียนมาเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข อะไรที่ไม่เข้าใจให้ทุกหน่วยเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน “บิ๊กป้อม” ชี้เฟซนายกฯถึงทั้ง ครม.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายกฯ เปิดเพจเฟซบุ๊กว่า เรื่องนี้ต้องไปถามนายกฯ แต่ส่วนตัวคงไม่เปิดเฟซบุ๊ก เพราะนายกฯ เปิดเฟซบุ๊กคนเดียวก็เหมือน ครม.มารับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด เมื่อถามว่า ช่องทางโซเชียลมีเดียจะช่วยเรื่องการทำงานของรัฐหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า สื่อว่าดีหรือไม่ แล้วแต่คนทำว่าจะคิดอย่างไร อยากให้รัฐบาลเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ขนาดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไปวิจารณ์ว่าเป็นบัตรคนจน เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์เชิงลบ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใครไปวิจารณ์เชิงลบวิจารณ์เรื่องอะไร ถ้าเขียนด่านั่นไม่ใช่เรื่องลบ เพราะเรื่องการทำงานจะเป็นเรื่องลบได้อย่างไร คนด่าก็เพราะคนละพวกกัน คนไม่ใช่จะให้ทำอย่างไร มีการด่ากันเป็นเรื่องธรรมดา แต่นายกฯไม่หงุดหงิดหรอก ท่านอ่านทุกความเห็นจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร และ ครม.เป็นอย่างไรด้วยปรามอนาคตใหม่ระวังผิด ก.ม.เมื่อถามถึงกรณีพรรคอนาคตใหม่ เดินสายไปพบผู้นำต่างประเทศ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ให้พวกเขารับผิดชอบตัวเอง แต่จะด่าประเทศกับด่ารัฐบาลหรือทำผิดกฎหมายไม่ได้ ตนไม่กลัวว่าเขาพูดอะไร แต่ถ้าพูดไม่เป็นความจริงจะต้องโดนดำเนิน คดีตามกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องส่งคนไปติดตามอะไร เมื่อถามถึงกรณีที่ช่วงนี้หลายพรรคการเมืองลงพื้นที่พบประชาชน พล.อ.ประวิตรตอบว่า พวกเขาอยากลงพื้นที่ อยากรับฟังปัญหาประชาชน ไม่มีอะไร อย่าไปโฆษณาเชิญชวนหาเสียงทำไม่ได้ ส่วนข้อวิจารณ์ว่าการทำเช่นนี้จะคาบเกี่ยวกับการหาเสียง ก็ให้ไปดูที่เจตนาว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ คนทำเขารู้ว่าทำอะไร ตนไม่จำเป็นต้องบอก กกต.ไฟเขียว “บิ๊กตู่” ลุยโซเชียลนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการใช้สื่อโซเชียลของนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ว่า ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการหาเสียง ได้รับทราบเรื่องจากสื่อมวลชนเท่านั้นยังไม่สามารถตอบชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม นิยามของคำว่ากิจกรรมทางการเมืองที่มีระบุไว้ในคำสั่ง คสช.นั้น คสช.จะเป็นผู้ชี้ว่าสิ่งไหนทำได้ ทำไม่ได้ ไม่ใช่กกต. แต่ กกต.จะต้องดูว่าการกระทำใดๆจะส่งผลเสียหรือส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กกต.ได้เก็บข้อมูลทุกอย่างไว้แล้ว เช่น การลงพื้นที่ของพรรคพลังประชารัฐ หากไม่ได้ใช้ทรัพยากรรัฐ และเวลาราชการก็ถือว่าทำได้ ถ้ามีข้อมูลหลักฐานว่าละเมิดกฎหมาย กกต.ต้องดำเนินการแน่นอนยันอำนาจ คสช.-กกต.ไม่ทับซ้อนประธาน กกต.ยังกล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีปัญหาเรื่องอำนาจทับซ้อนในการควบคุมตามกฎหมายที่คาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งระหว่าง คสช.กับ กกต.ว่า ไม่คิดว่าเป็นอำนาจทับซ้อนกันระหว่าง คสช.กับ กกต. แต่ต้องเข้าใจว่าคำสั่ง คสช. ถือเป็นกฎหมาย ซึ่ง กกต.ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ในปัจจุบันแม้ว่า คสช.มีคำสั่งคลายล็อกแล้วแต่ประเด็นใดที่ กกต.เห็นว่าไม่มีความชัดเจนก็จะสอบถามไป รวมถึงมีความเห็นของ กกต.เองด้วย จึงขอยืนยันว่า กกต.ไม่อยู่ในฐานะที่จะเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดได้ ดังนั้นเวลานี้จึงไม่เห็นข้อเท็จจริงใดที่จะนำไปสู่ความกังวลว่าจะเกิดการเลือกตั้งที่ไม่น่าเชื่อถือเปิดลงทะเบียนเตรียมเลือก ส.ว.นายอิทธิพรยังกล่าวถึงการเตรียมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่า ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนองค์กรที่จะเสนอชื่อผู้สมัคร ส.ว. ตั้งแต่วันที่ 15-24 ต.ค. และประกาศผลการลงทะเบียนในวันที่ 5 พ.ย. ขณะนี้มีองค์กรที่มาลงทะเบียนทั่วประเทศแล้วทั้งหมด 5 องค์กร อาจเป็นเพราะเป็นช่วงหยุดยาวจึงยังน้อยอยู่ มั่นใจว่าจะดำเนินการทุกอย่างได้ตามกรอบเวลาในวันเลือก ส.ว.มีการเตรียมแผนการรักษาความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุ ซึ่ง สตช.จะเป็นผู้ดูแล หากบุคลากรไม่พอก็สามารถประสานไปยังฝ่ายปกครอง หรือทหารในพื้นที่มาช่วยดูแลได้ “บิ๊กป๊อก” เตือนลงพื้นที่ต้องระวังพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการลงพื้นที่พบปะประชาชนของกลุ่มการเมืองต่างๆ ว่าเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะลงไปทำ ความเข้าใจ ขณะนี้ทราบว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการลงพื้นที่ของกลุ่มการเมืองและนักการเมืองแล้ว ทุกอย่าง กกต.บันทึกไว้หมด ในอนาคตหากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจะมีผลตามที่บันทึกไว้ อยากให้พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองระมัดระวังเรื่องนี้ ไปพูดคุยกับประชาชนได้แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย ขณะนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องผิดถูก แต่มีเรื่องของการได้เปรียบและเสียเปรียบกันด้วย เมื่อถามว่า ประชาชนสงสัยว่าสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่พรรค การเมืองลงไปทำในพื้นที่ได้หรือไม่ จะมีความผิดหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า สำหรับประชาชนคงไม่มีความผิด ประชาชนที่บริสุทธิ์ไม่ต้องกังวล เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาให้ดีเช่นกัน เพราะการเข้าไปดำเนินการต่างๆ อาจมีเรื่องของการให้คุณหรือให้โทษพท.แนะนายกฯทนเสียงวิจารณ์นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การเปิดเพจเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเป็นการก้าวไปกับโลกยุคเทคโนโลยี ได้รู้ความเป็นอยู่ และความคิดเห็นของประชาชน แต่เท่าที่ดูประชาชนส่วนใหญ่เข้ามาระบายความรู้สึกอึดอัดใจเกี่ยวกับการบริหารที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอยากให้นายกฯรับฟังด้วยเหตุด้วยผล อย่าปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หรือใช้มาตรการกฎหมายกับผู้ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ขอให้เปิดกว้างรับฟังความเห็นเหล่านั้นแล้วนำมาปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน การเปิดกว้างรับความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์ถือเป็นบททดสอบการเดินหน้าสู่หนทางการเมือง เมื่อท่านก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมืองแล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา ขอให้นายกฯรับฟังแบบเปิดใจกว้างๆ อย่ามีอารมณ์หงุดหงิดกับผู้ที่มีความเห็นต่าง เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ก่อนก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองเต็มรูปแบบของท่าน จวก ปชป.ตุกติกหาเสียงล่วงหน้านายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเดินสายลงพื้นที่หาเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าการเดินสายหาเสียงของผู้สมัคร เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินสายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศในขณะนี้ มีการชักชวนบุคคลมารับฟังวิสัยทัศน์ของคนที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าใครจะชนะเป็นหัวหน้าพรรค สิ่งที่เขาพูดก็คือสิ่งที่พรรคประชา-ธิปัตย์คิดสำหรับการเลือกตั้ง แบบนี้ถือเป็นการหาเสียงเลือกตั้งไปในตัวของพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้แท็กติกการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคมาเป็นข้ออ้าง การ เลือกหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเดินสายกันขนาดนี้ก็ได้ และเรื่องนี้เป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่นั้นตนไม่อยากวิจารณ์ เพราะทุกพรรคการเมืองต่างรู้ดีว่าอะไรทำได้ไม่ได้ แต่การทำเช่นนี้เป็นการเอา เปรียบพรรคการเมืองอื่นที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหว จึงอยากให้สังคมพิจารณาดูว่าการกระทำเช่นนี้ของพรรคการเมืองเก่าแก่สมควรหรือไม่เดือดซัด “อนุทิน” ไม่เหมาะนายกฯนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เปิดโปงว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไปสแกนนิ้วแล้วโดดเรียนจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ออกไปทำกิจกรรมอื่น แต่กลับถูกหาว่าอิจฉาริษยา เปรียบเป็นหมาเห่าภูเขาทองนั้น รู้สึกเห็นใจและอยากให้กำลังใจนายยุทธพงศ์ที่ชี้ให้เห็นสองมาตรฐาน และในฐานะที่ตนเรียน วปอ.รุ่นพี่นายอนุทิน เห็นว่าสถาบันนี้มีเกียรติภูมิและมีศักดิ์ศรี ต้องมีสปิริตต่อตัวเองและสถาบันไม่ใช่มาพิมพ์มือตอนเช้าหนีไปทำธุระส่วนตัวแล้วกลับมาตอนเย็นเพื่อพิมพ์มืออีกเพื่อจะได้เวลาเรียนเต็มวัน การทำแบบนั้นเท่ากับไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและองค์กร หากคุณไม่มีความรับผิดชอบฉ้อฉลแม้แต่เวลาเรียนคุณจะรับผิดชอบอะไรได้ คุณไม่ใช่สุภาพบุรุษแล้วกล้ามาเสนอตัวเป็นนายกฯ อย่ายกตนข่มท่านเลย ถึงคุณจะร่ำรวยมากแต่คุณค่าคนไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว สิ่งที่ควรมีคือคุณธรรมและความเมตตาต่อผู้อื่น สิ่งที่คุณเป็นได้ก็แค่บุรุษที่ไม่สุภาพปชป.สุดเอือมจี้สปิริต รมต.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ที่เป็นว่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคพลัง–ประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ร่วมสรุปงานเครือข่ายชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ตลาดคลองลัดมะยมว่า เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ประกาศว่าสนใจงานการเมือง และมีรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลนี้ เปิดตัวมาจัดตั้งพรรคการเมือง เขาก็ต้องออกหาเสียง ส่วนจะใช้รูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ อย่าไปเรียกร้องบรรทัดฐานใดๆ จากคนเหล่านี้เลย มันเหนื่อยเปล่า เขาจะทำอะไรก็ให้เขาทำไป สำคัญอยู่ที่ประชาชนจะติดตามและตัดสินใจเอง ซึ่งจะสร้างมาตรฐานทางการเมืองขึ้นใหม่ด้วย ถ้าประชาชนเห็นว่าทำได้ ต่อไปใครมาทำพฤติกรรมอย่างนี้ก็อย่าไปว่าเขาข้องใจมาปฏิรูปหรือย้อนยุค“สิ่งที่ผมสรุปได้คือ ที่รัฐบาลชุดนี้บอกว่าเข้ามายึดอำนาจเพื่อต้องการเข้ามาทำการปฏิรูปประเทศนั้น มันไม่จริง แต่คือการเสพติดอำนาจ รวมทั้งกรณีการรับเงินเดือนและค่าตอบแทนหลายทาง นั่นก็ไม่ใช่การปฏิรูป หรือการตั้งทหารไปเป็นกรรมการในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจต่างๆ แทบทุกชุด นี่ก็ไม่ใช่การปฏิรูปในโลกสมัยใหม่ หากแต่เป็นการย้อนยุค หรือแม้กระทั่งการให้ทหารมาเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็ถือเป็นการรวบอำนาจด้านการสื่อสารไว้ในมือ และยังเป็นการตัดความเจริญก้าวหน้าของข้าราชการประจำตามสายงานด้วย” นายนิพิฏฐ์กล่าว“มาร์ค” โวเป็นพรรคต้นแบบ ปชต.เวลา 09.30 น. ที่ลานอเนกประสงค์ บ้านศิลา ตำบลศิลา อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ นายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีปราศรัยชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้กับแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์ที่มารอรับฟังกว่า 1 พันคน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้การโหลดแอพทางโทรศัพท์ แต่ถ้าไม่มีก็จะจัดตั้งหน่วยเลือกตั้งให้ ได้มุ่งเน้นเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างการเมืองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้สมาชิก 2.5 ล้านคนได้มีโอกาสเลือกหัวหน้าพรรค เราห้ามการเมืองแบบเดิมๆ ที่มีการไปหากันต่อรองกันไม่กี่คนไม่ได้ แต่เราจะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อยากให้เป็นการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่แท้จริง ให้การเมืองและพรรคการเมืองไทยดีขึ้นจะช่วยเหลือประชาชนถึงแม้จะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม แม้วันนี้จะตกงานไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็ทิ้งประชาชนไม่ได้ เพราะประชาชนให้โอกาสมาเป็น ส.ส.“จุรินทร์” โต้เปล่าหาเสียงล่วงหน้านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยให้ กกต.ติดตามการเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ลงพื้นที่หาเสียงอาจเป็นการได้เปรียบทางการเมืองว่า กกต.มีหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของทุกพรรคการเมืองอยู่แล้ว ขั้นตอนและกระบวนการของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องของกิจกรรมที่ทำทุกอย่างตามกฎหมาย รวมทั้งข้อบังคับของพรรค ที่มีเจตนารมณ์ต้องการส่งเสริมประชาธิปไตย ในการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง ตนจึงคิดไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แต่เป็นเรื่องกระบวนการภายในพรรค ไม่ใช่เรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองพปชร.จีบดูดคน ปชป.ไม่หยุดผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคพลังประชารัฐยังคงพยายามดึงตัวอดีต ส.ส.และ ส.ก.ให้ย้ายสังกัดอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ดึงตัวอดีต ส.ส.ไปได้แล้ว 10 คน อดีต ส.ก.อีก 3 คน รวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์สูญเสียบุคลากรของพรรคให้กับพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว 13 คน ล่าสุดยังมีความพยายามจากนายณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปัจจุบันไปเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โทรศัพท์ติดต่อทั้งอดีต ส.ส.กทม.และ ส.ก. เพื่อชักชวนให้ย้ายพรรค เช่น นายสากล ม่วงศิริ และ พ.ต.อ.นพ.สามารถ ม่วงศิริ อดีต ส.ส.กทม. ซึ่งมีฐานเสียงในเขตบางบอน รวมถึงนายประเสริฐ ทองนุ่น อดีต ส.ก.บางกะปิ ลามไปถึงการดึงตัวเจ้าหน้าที่พรรค โดยมีการเสนอค่าตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้ไปทำงานจัดระบบฐานข้อมูลให้พรรคพลังประชารัฐปูดเงินฟาด “วิลาศ” แต่ไม่สำเร็จนอกจากนี้ยังมีแกนนำกลุ่มสามมิตรและเพื่อนอดีต ส.ส.ต่างพรรคสายอีสานติดต่อไปยังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ให้ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยยื่นข้อเสนอให้ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีและเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทให้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ตลกร้ายการเมืองไทยยุคนี้คือ คนที่บอกจะทำการเมืองใหม่ กำลังใช้สารพัดวิชามารแบบการเมืองเก่าเพื่อปูทางสู่อำนาจ ความจริงวันนี้ พรรคใหม่ได้นักการเมืองคนเก่า แต่พรรค (เก่าแก่) อย่างประชาธิปัตย์กำลังสร้างนักการเมืองใหม่”“รัชดา” ข้องใจมาตรฐานสูงตรงไหนน.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีพรรคพลังประชารัฐดูดคนประชาธิปัตย์จนเพลิน มาทับเขตเลือกตั้งตนเอง เมื่อเขามีพลังดูดเรามีพลังสร้าง ทั้งนี้การสร้างพรรค การเมืองโดยไม่ได้เริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ในการสร้างคน แต่กลับใช้แรงจูงใจหรือเงื่อนไขบางอย่างให้คนย้ายพรรคนั้นไม่สง่างามเลย ที่ว่าพรรคพลังประชารัฐมีมาตรฐานสูงเด่น พฤติกรรมอย่างนี้มันสูงตรงไหน คนจะไปก็ต้องปล่อยเขา แน่นอนว่าเมื่อเจอข้อเสนอบางอย่าง ถ้าใจคนนั้นไม่มุ่งมั่นและมั่นคงพอก็จะยืนหยัดปฏิเสธข้อเสนอไม่ไหว แม้ตัวเองจะรู้ว่าย้ายพรรคไปก็สอบตกอย่างแน่นอนหรือยิ่งเพิ่มโอกาสสอบตก แสดงว่ามันมีสิ่งอื่นที่เย้ายวนกว่าการได้เป็นนักการเมือง อย่างไรก็เคารพการตัดสินใจในการเลือกแนวทางการเมืองของทุกคน“เพชรรัตน์” นั่งอธิบดีกรมจัดหางานที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง อาทิ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นอธิบดีกรมการข้าว น.ส.ศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม ในส่วนของกระทรวงแรงงาน อาทิ นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน นายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน“นายกฯ” บินเบลเยียม 18-19 ต.ค.พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 12 โดยนายกฯมีกำหนดเดินทางไปร่วมการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 18-19 ต.ค. ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ภายใต้หัวข้อหลัก “หุ้นส่วนระดับโลกเพื่อความท้าทายระดับโลก” โดยนายโดนัลด์ ทุสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป เป็นประธาน จะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกการประชุมเอเชีย-ยุโรปในการส่งเสริมความร่วมมือ และดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลักนายกฯสั่งเช็กรองเท้าสีธงชาติอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีบริษัทแฟชั่นชั้นนำระดับโลกโพสต์รูปภาพรองเท้าสนิกเกอร์ที่มีแถบสายคาดรองเท้าคล้ายสีธงชาติไทยว่า เรามี พ.ร.บ.ธงชาติบังคับใช้อยู่ วันนี้ได้ให้กระทรวงการต่างประเทศกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ที่ต่างประเทศการนำธงชาติไปทำโน่นทำนี่ได้ไม่มีปัญหา แต่ของเรามันถือเพราะเป็นตัวแทนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ต้องไปดูว่าจะทำได้แค่ไหนอย่างไร เหมือนกับหลายคนบอกให้ตนไปขึ้นทะเบียนปลากัดที่เป็นสีธงชาติให้เป็นสัตว์ประจำชาติ มันใช่ที่ไหน เพราะสัตว์ประจำชาติคือช้าง แต่สัตว์น้ำทำได้โดยจดเป็นลิขสิทธิ์เท่านั้น เพื่อไม่ให้ใครเอาไปขยายพันธุ์ กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอยู่ลั่นกวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องยาเสพติด ซึ่งตนประกาศเจตนารมณ์ไปแล้วว่าจะปราบปรามให้ได้โดยเร็ว แม้อาจจะปราบไม่ได้ 100% ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหาร ก็พยายามอย่างหนักที่จะลดซัพพลาย จะเห็นได้ว่ามีการจับกุมมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่ามีการเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของยาเสพติด สั่งการไปแล้วทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะต้องทำให้ครบทั้งระบบ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งได้สั่งการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อบูรณาการกวาดล้างยาเสพติด โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในโรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ และในโรงงาน ต่อไปจะทยอยตรวจโรงงานทุกแห่ง ทราบว่ามีหลายโรงงานที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด“บิ๊กแดง” มุ่งบูรณาการจิตอาสาพ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ในการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้ย้ำในเจตนารมณ์น้อมนำและสานต่อแนวทางจิตอาสาพระราชทาน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชน ชุมชน และประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับให้กกล.รส.เป็นแกนกลางในการวางแผนงานและจัดกิจกรรม ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการระดมศักยภาพของส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนให้เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนงานจิตอาสาเกิดความร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนให้มีทิศทางที่ชัดเจนและยั่งยืน นอกจากนี้ เลขาธิการ คสช.ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกองทัพภาคที่ 3 ที่จับยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การปราบปรามยาเสพติดเกิดผลสัมฤทธิ์ ยาเสพติดและอาวุธสงครามเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จะต้องแก้ไขในทุกมิติ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงให้ความสำคัญกับการติดตามผลทางคดีที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดและอาวุธสงคราม เพื่อให้การปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายมีความสมบูรณ์ และสามารถขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไปสั่งฟ้องพ่อ “ศิธา” ฟอกเงินกรุงไทยสำหรับกรณีพนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน ที่รับเช็ค 10 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปเเล้วนั้น นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค. คณะทำงานของพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ได้มีความเห็นและคำสั่งฟ้อง นายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินด้วยเช่นกัน แต่ในวันที่ 10 ต.ค.ที่เป็นวันนัดฟังคำสั่งนายมานพ ทิวารี ผู้ต้องหาไม่มาพบพนักงานอัยการตามนัด พนักงานอัยการจึงไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาในวันดังกล่าวได้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานคดีพิเศษ จึงแจ้งให้นายมานพ ทิวารี นางกาญจนาภา และนายวันชัย หงษ์เหิน มาพบพนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯในวันที่ 31 ต.ค.นี้