ผ่านสัปดาห์แรกเดือนตุลาคม ห้วงเวลาของการเริ่มต้นปีงบประมาณสถานการณ์ที่ขุนทหาร บิ๊กตำรวจ ผู้นำหน่วยงานราชการพลเรือน ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการพร้อมๆกับบรรยากาศของการ “โหมโรงเลือกตั้ง”การเริ่มต้นนับหนึ่ง จังหวะสตาร์ตออกตัวทางการเมือง ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ คสช.คลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมประแป้งแต่งตัวก่อนลงสนามเลือกตั้งตามรูปการณ์ที่พรรคการเมืองทุกป้อมค่ายต่างเดินหน้าจัดการประชุมใหญ่ เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยกเครื่องทีมงานที่ถูกดองเค็มมาหลายปีเน้นที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ทีมผู้บริหารพรรคโชว์โฉมแม่ทัพนายกองที่จะนำทีมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศแน่นอน ไฮไลต์ร้อนแรงอยู่ที่คิวของค่าย “พลังประชารัฐ” ตามสถานะพรรค “ตัวแปร” ใหม่ในสมการการเมืองไทย ที่ได้ฤกษ์จัด “แกรนด์โอเพนนิง” เปิดตัวอย่างเป็นทางการซึ่งก็เป็นไปตามโผตามคาด ตรงกับกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้าเปิดโฉมผู้บริหารพรรคตัวจริงเสียงจริง นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ รับหน้าที่โฆษกพรรค“4 กุมาร” ทีมงาน “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “มาตามนัด” เพื่อเดินหน้าสานภารกิจเป็นฐานการเมืองต้นทุน สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งและก็มาตามนัดเหมือนกัน ทันทีที่ 4 รัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐเปิดหน้าเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตามอาการคนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ขาใหญ่เจ้าถิ่นแท็กทีมกันรุมตีปี๊บ โห่ฮา ปั่นกระแสไล่ 4 รัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่ง ไล่บี้โชว์สปิริตไม่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น“รับน้องใหม่” ไล่ตามด่ากัน 3 วัน 3 คืนแบบที่ไม่สน ไม่ฟัง นายอุตตมและรัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐจะออกตัวยืนยัน ไม่ใช้อำนาจ ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง พร้อมลาออกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมตามคิวรอประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในเดือนธันวาคมอารมณ์เขี้ยวของนักการเมืองต้องเตะตัดขาคู่แข่งตามฟอร์มและก็โดยอัตโนมัติ กระแสกดดันให้รัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐไขก๊อก ไหลต่อเนื่องกระแสปรับ ครม.เข้าเหลี่ยมคนวงในรัฐบาลท็อปบูตที่รอจังหวะจ้องเขย่าทหารตกขบวนหวังเบียดแทรกเป็นรัฐมนตรีส่งท้ายก่อนกลับบ้านสถานการณ์ผสมโรงป่วนน้องใหม่ทีมพลังประชารัฐเจออัดวัคซีนไข้ทรพิษการเมือง หนาวๆร้อนๆแต่นั่นก็สะท้อนว่า ทีมหนุน “ลุงตู่” ได้สร้างอิมแพคการเมืองแรงๆจนเจ้าถิ่นนั่งไม่ติดโดยเฉพาะสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในฐานะแชมป์เก่าที่แสดงอาการกระหาย ตามอารมณ์เซียนเลือกตั้งอาชีพที่กำลังได้กลับสู่เกมถนัดนัดประชุม 2-3 รอบ ตั้งแท่นรอเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่วันที่ 28 ตุลาคมในอารมณ์ที่ปั่นกระแสการตลาดยั่วกองเชียร์ตามแห่ ตามลุ้น แคนดิเดตจ่าฝูงคนใหม่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ก็กลับมาแรง พร้อมๆกับชื่อของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร “หลานเขยน้าชาติ” สายราชครู โผล่มาประกบเป็นคู่แข่งแซงเข้าป้าย แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ “นายใหญ่-นายหญิง” เคาะโต๊ะและไม่ว่าหวยออกที่ใคร มันก็แค่หัวหน้าพนักงานบริษัทชินฯจำกัดอีกทั้งรอบนี้ หัวหน้าพรรคกับ “นอมินีภาค 3” ไม่จำเป็นต้องคนเดียวกัน ตามเงื่อนไขผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะอยู่ใน “บัญชีนายกฯพรรค” นั่นต่างหาก “ไพ่สำคัญ”นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับการผุดยี่ห้อ “เพื่อธรรม” เป็นสาขารองพรรคเพื่อไทยในมุมที่อ่านทางได้ ด้านหนึ่งก็แก้ปมขบเหลี่ยม “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือ ที่ไม่มีทางควักเนื้อให้ “เจ้าแม่เมืองกรุง” เสวยสุขหยิบชิ้นปลามันอีกด้านหนึ่งก็แก้เกมกติการัฐธรรมนูญที่บล็อก “ทักษิณ” กลับมายึดประเทศไทยตามเกณฑ์เลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบหิมะถล่ม กวาด ส.ส.เขตเต็มอัตรา ก็จะไม่ได้โควตา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงต้องเปิดค่ายเพื่อธรรมมากวาดแต้มบัญชีรายชื่อ รองรับผู้สมัครล้นทีมรวมทั้งเป็นป้อมค่ายสำรองฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุพรรคเพื่อไทยโดนยุบ จากปมแกนนำกระทำการขัดกฎหมายความมั่นคง ส่อเค้าโดนล้างน้ำสามทั้งหมดทั้งปวงแกะรอยตามยุทธศาสตร์ ตามอาการที่จับทางได้“นายใหญ่” รบทุกรูปแบบ “ทักษิณ” บุกทุกทาง เพื่อทวงแค้นกลับมาครองอำนาจประเทศไทยเงื่อนไขสถานการณ์ใกล้เคียงกับ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังหวังลุ้นรีเทิร์นกลับมาแก้มือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทำให้สถานะ “ตัวแปร” กลายเป็นตัวปัญหาท่ามกลางสถานการณ์ “เลือดไหลไม่หยุด” อดีต ส.ส.ย้ายหนี ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลาง ไม่เว้นปักษ์ใต้ เพราะมองไม่เห็นอนาคต แม้แต่กลุ่มทุนยังไม่กล้าแทงหวยกระตุ้นดีกรี “ศึกสายเลือด” ประชาธิปัตย์ ภาคใหม่ ระอุเดือด อารมณ์เปิดหน้าหักดิบแบบที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก “มือปราบจำนำข้าว” เดินสายขึ้นเหนือล่องใต้ ดึงแนวร่วมท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคกับ “อภิสิทธิ์” โดยมีนายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ทีม กปปส.เป็นพี่เลี้ยงสั่งลุยฉากหน้าดูสวยงาม ตามหลักการประชาธิปไตย ประชาธิปัตย์เป็นค่ายแรกที่นำร่องระบบไพรมารีโหวต เปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงแต่ฉากหลัง สไตล์ประชาธิปัตย์ฟัดกัน ใครแพ้ชนะ หนีไม่พ้นพรรคแตกที่คึกคักกว่าใครดูเหมือนจะเป็นค่ายภูมิใจไทย โดยการนำของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และอยู่ในกำกับของผู้มีบารมีนอกพรรคอย่าง “เสี่ยเน” นายเนวิน ชิดชอบภายใต้ยุทธศาสตร์ “คั่วไพ่” สองหน้าหน้าหนึ่งก็ดีลกับทีมพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ ที่ “เนวิน” ต่อสายมาตั้งแต่คิวหัก “ทักษิณ” ด้วยประโยค “มันจบแล้วครับนาย” แฝงกายตีคู่พรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทยจ้องเบียดซีนเป็นพรรคอันดับหนึ่งในขั้วท็อปบูตหรืออีกสูตรก็พร้อมพลิกขั้วไปจับมือกับ “นายใหญ่” ที่ “เสี่ยหนู” บินไปมาหาสู่ตลอดเวลาโดยทั้งสองสมการ “เสี่ยหนู” แอบลุ้น “นายกฯตาอยู่” ได้ใกล้เคียงความจริงสุดนั่นทำให้ทุ่มเดิมพันไม่อั้น ไดโวซิโน–ไทย กลายเป็นเครื่องดูดพลังแรงสุด ลุยกวาดดะอดีต ส.ส.เกรดเอ ชิงมาหมดทั้งคนประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯดูดเพลินจนต้องเคลียร์ภาพแหล่งรวม “พรรคสีเทา”ย้อนกลับไปตอนกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามอดีต ส.ส. โดนรุมโห่ ตีปี๊บประจานเกมดูด ตกเขียว ส.ส. แต่พอมาถึงตอนนี้ กระแสดูดเงียบหายไปไม่มีการโวยวายเช่นเดียวกับการเรียกร้อง 4 รัฐมนตรีพลังประชารัฐลาออกเพื่อแสดงสปิริต แต่ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นยุค “ทักษิณ–อภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์” ล้วนแต่ลากยาวจนรัฐบาลรักษาการมันก็สไตล์เดิมๆฟอร์มเก่งนักการเมือง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นโดยการสัมผัสบรรยากาศโหมโรงเลือกตั้ง จับจังหวะความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย ค่ายประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมถึงการเปิดตัวน้องใหม่พรรคพลังประชารัฐมันก็ยังอยู่ในกระบวนท่าเดิมๆลีลาซ้ำๆธาตุแท้โผล่ นักการเมืองพันธุ์เก่ายังแฝงอยู่ในทุกอณูไม่นับคนหน้าเก่าๆ อย่าง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ อดีตนายกฯที่โผล่ออกมาเล่นบท “ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย” ป่วนเกมกดดันให้ “นายกฯลุงตู่” ถอยจากอำนาจ เปิดทางรัฐบาลแห่งชาติพูดเป็นเชิงเขย่าขวัญคนไทย ระเบิดตูมตาม ไฟความขัดแย้งจะลุกฮือกลับมามันก็มุกโบราณ เข้าข่ายตัวป่วนการเมืองอะไรไม่เท่ากับว่า สังคมปัจจุบันอยู่ใต้อิทธิพลโซเชียลมีเดีย ข่าวลือ ข่าวปลอม กระจายว่อนไปทั่วชาวบ้านร้านตลาดไม่มีพื้นฐานความรู้รัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่เชื่อลมปากมากกว่ายึดตัวบทกฎหมายมันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความปั่นป่วนวุ่นวาย คสช.คลายล็อกก็ส่อวุ่นทันทีนี่แหละที่ทำให้ชาวบ้านเกิดอาการเบื่อ ไม่อยากยุ่งการเมืองซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ดีเลย ในสถานการณ์ที่กำลังฝากความหวังไว้กับประชาชนในการรวมพลังเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เปลี่ยนผ่านประเทศหวังพลังบริสุทธิ์คนไทยเป็นแรงฉุดให้ประเทศพ้นวงจรอุบาทว์.“ทีมการเมือง”