มีประเด็นการเมืองสำคัญที่เกี่ยวโยงถึงกัน และเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ การที่ สนช.เข้าชื่อแก้ไขกฎหมาย กกต.เพื่อโละผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คน ที่ผ่านการสรรหาของ กกต.ชุดปัจจุบัน เพื่อให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการ โดยอ้างว่ารีบร้อนเกินไป เสียมารยาท และวิธีการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง เสี่ยงต่อการเข้าแทรกแซงของการเมืองการเข้าชื่อขอแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้ มีเสียงคัดค้านจากทุกสารทิศ และสงสัยในเจตนาของการแก้ไขเพื่ออะไรกันแน่ เพื่อเตะถ่วงการเลือกตั้ง หรือเพื่อให้ได้ผู้ตรวจการเลือกตั้งตามความต้องการของผู้มีอำนาจ เพราะขณะนี้ประเทศกำลังเดินสู่การเลือกตั้ง ซึ่งไม่ทราบชัดว่าจะมีเมื่อใดกันแน่ แต่ กกต.ก็ต้องเตรียมการให้พร้อม มิฉะนั้นอาจโดนข้อหาละเว้นหน้าที่สนช.เคยออกกฎหมายที่มีผลทำให้กำหนดเลือกตั้งต้องเลื่อนไป คราวนี้มีความสงสัยด้วยว่าอาจมีใบสั่งเพื่อให้ได้ผู้ตรวจการเลือกตั้งตามความต้องการของผู้มีอำนาจ และมีคำเตือนว่าเรื่องนี้สำคัญ ต้องระมัดระวัง ถ้าส่งผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม อาจไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน หากประชาชนไม่ยอมรับอะไรจะเกิดขึ้นอีกประเด็นการเมืองที่ถกเถียงกันอยู่ คือการเดินสายของกลุ่มสามมิตรเพื่อพบปะนักการเมือง และให้คำสัญญาต่างๆ แก่ประชาชน ประธาน กกต.เตือนว่าเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย แม้จะไม่ใช่พรรคการเมืองเป็นกลุ่มแต่อ้างว่าเป็นพรรคก็เป็นการทำผิดต้องตรวจสอบว่าเป็นความผิด ตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 หรือผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่มีคำชี้แจงจากโฆษกของกลุ่ม ว่าไม่น่าผิดกฎหมาย เพราะไม่ใช่พรรคการเมือง เป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนเพื่อส่งให้รัฐบาลแก้ไข ทั้งยังชี้แจงนโยบายรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง คล้ายกับจะบอกว่าถ้าชุมนุมเชียร์รัฐบาลไม่เป็นไร แต่ถ้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจึงผิดกฎหมายถ้าเป็นแบบนี้ เป็นการตีความแบบศรีธนญชัย และในข้อเท็จจริงที่เป็นชาวสื่อต่างๆ กลุ่มสามมิตรไม่ได้แค่พบปะประชาชน แต่ให้สัญญากับประชาชนด้วย เช่นสัญญาว่าจะตั้งจังหวัดใหม่ ไม่ได้พบแค่ประชาชน แต่พบอดีต ส.ส.ตามจังหวัดต่างๆ แกนนำพรรคการเมืองในพื้นที่ ยืนยันว่ามีการเสนอผลประโยชน์ เช่นเงิน หรือการช่วยเรื่องคดีตามรายงานข่าวของสื่อมวลชน ระบุว่า มีการชักชวนให้อดีต ส.ส. เข้าพรรคการเมืองที่มีตัวตนชัดเจน และกฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้ห้ามแต่เฉพาะพรรคการเมืองไม่ให้เสนอผลประโยชน์เพื่อชักจูงคนเข้าพรรค แต่ห้ามแม้แต่ “หรือผู้ใด” ก็ตาม ที่ทำการอย่างที่ว่าก็มีความผิดทั้งทางอาญา โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และโทษยุบพรรค.