ต้องคิดทั้งระบบ อย่าเอาแค่สะใจกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญต่อการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ ยังไม่สามารถคลอดออกมาได้ เพราะยังมีความเห็นต่างจาก 3 ฝ่าย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรธ. สนช. และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องโดยตรง2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วย กกต. และกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง แม้จะทำสำเร็จรูปออกมาแล้ว และนำเสนอให้ สนช.พิจารณาจนมติผ่านออกมาเรียบร้อยแล้วแต่กฎหมาย กกต.เกิดปัญหาว่าให้ถึงที่สุดคือ ประเด็นที่ให้มีการเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คน เพื่อสรรหากันใหม่ จำนวน 7 คน ทำให้ กกต.โต้แย้งเห็นว่าน่าจะขัดรัฐธรรมนูญจึงต้องการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย และได้มีความเห็นตรงกันว่า 6 ข้อ ที่ กกต.ให้พิจารณาทบทวนนั้นสามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดขั้นตอนต่อไปก็คือ สนช.จะลงมติอย่างไรเท่านั้นทว่าอีกฉบับคือ กรธ.ไม่เห็นด้วยกับ สนช. “ไพรมารีโหวต”แต่กกต.ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ด้วย กรธ.จึงพิจารณาเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขแต่ให้คง “ไพรมารีโหวต” เอาไว้ เป็นประเด็นที่ สนช. นำเสนอเพียงแต่ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมด้วยการให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองเป็นการภายในเท่านั้นไม่ให้ กกต.เข้ามายุ่งเกี่ยว ไม่สามารถให้ใบเหลือง-ใบแดงในขั้นตอนนี้เหตุผลก็คือป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ มิฉะนั้นจะเกิดความวุ่นวายทั้งประเทศหน้าที่ของ กกต.ก็คือการกวดขันพรรคการเมืองว่าดำเนินการตามนี้หรือไม่ในส่วนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะเกิดปัญหาจากการเลือกตั้งระบบไพมารีโหวตจึงกำหนดในบทเฉพาะกาลว่า หากพรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคในจังหวัดใดให้สิทธิส่งผู้สมัครได้ทุกเขตของจังหวัดไม่จำเป็นที่จะต้องมีสาขาพรรคครบทุกเขตเลือกตั้งพรรคการเมืองใดที่มีสมาชิกพรรคในจังหวัดเกิน 100 คน ให้ส่งผู้สมัครในจังหวัดนั้นและมีสิทธิส่งทุกเขตพูดง่ายๆ ว่าเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิเท่าเทียมกันว่าที่จริงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของไทยที่ให้สิทธิประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองมากกว่าที่ผ่านมามุ่งไปที่บทบาทในพรรคการเมืองที่เข้าเป็นสมาชิกและสามารถเลือกผู้สมัครในพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมาผู้สมัครจะถูกกำหนดโดยเจ้าของพรรค หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารมาจากส่วนกลางโดยตรงว่าไปแล้วการไพรมารีโหวตนั้นเป็นกลวิธีที่พรรคการเมืองควรจะนำไปใช้ เพราะนอกจากให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแล้วยังทำให้ลดบทบาทการครอบงำพรรคจากผู้บริหารพรรคยิ่งคนในท้องถิ่นที่มีสมาชิกพรรคสนับสนุนย่อมทำให้ฐานเสียงมีความแน่นอนว่าจะชนะการเลือกตั้งได้ค่อนข้างแน่นอน และยังสามารถนำนโยบายที่มาจากพื้นฐานของท้องถิ่นมาเป็นนโยบายของพรรคเพื่อหาเสียงด้วยก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองนั้นผู้สมัครก็จะต้องฝังตัวในพื้นที่เพื่อให้ได้รับการยอมรับและเป็นตัวแทนจริงๆความจริงแล้วระบบการเลือกตั้งแบบนี้ประเทศประชาธิปไตย ส่วนใหญ่แล้วจะนำมาใช้เพราะเป็นวิธีการที่ดีเพียงแต่จะต้องมีการพัฒนาปูพื้นฐานให้ประชาธิปไตยมีความร่วมรู้สึกและเข้าใจแต่หากไม่เข้าใจตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ เพราะจะกลายเป็นความชอบธรรมของผู้บริหารพรรคที่สามารถซื้อเสียงตั้งแต่เบื้องต้นด้วยกติกาใหม่กฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ และทำให้เสียเงินน้อยลงกว่ารูปแบบเดิม.“สายล่อฟ้า”