สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. เกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อน “ตลาดการลงทุนไทยที่มีคุณภาพ” ครอบ คลุมมาตรการสำคัญทั้งการเร่งกระบวนการพิจารณา IPO ให้เหลือ 60–100 วัน, การดึงดูดธุรกิจ New Economy ร่วมกับ BOI และ EEC, การผลักดันโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA), การเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Tokenized Fund, มาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน/คริปโตฯ รวมถึงการยกระดับความเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย ฟังดูเป็นแผนงานที่ครอบคลุมและเป็นสากล แต่หากเจาะลึกสภาวะความเป็นจริงของตลาด นักลงทุนก็ยังไม่เชื่อมั่นอยู่ดีว่ามาตรการเหล่านี้จะแก้ปัญหาได้ถูกจุดหรือไม่ปัญหาที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องความล่าช้าของการอนุมัติเอกสาร แต่คือ การขาดแคลนบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต และความเสื่อมถอยของสภาพคล่อง แมลงเม่ายังรู้เลยว่ามีหุ้นขนาดเล็กหลายร้อยตัวที่แต่ละวันแทบไม่มีการเทรดเลย มูลค่าการซื้อขายไม่เกิดหากมองในมุมมองของผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่มีศักยภาพระดับภูมิภาค เขาจะเลือกเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนที่ขาดแคลนสภาพคล่องและขาดแรงหนุนจากนักลงทุนหรือต่อให้ ก.ล.ต.ลดระยะเวลาการอนุมัติ IPO เหลือ 60-100 วัน จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 147 วัน ก็เป็นเพียงการเปิดประตูให้กว้างและไวขึ้น แต่ไม่ตอบโจทย์ว่าเมื่อบริษัทเข้ามาแล้วจะสร้างมูลค่าการเสนอขายที่เหมาะสม หรือมีสภาพคล่องหมุนเวียนรองรับการเติบโตในระยะยาวได้ในความเป็นจริงตลาดทุนต่างประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า ทั้งในแง่ของ ระบบนิเวศการลงทุน สภาพคล่องระดับสูง และความเข้าใจในรูปแบบธุรกิจเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท New Economy ยุคใหม่ การสร้างช่องทางพิเศษ (Special Track) ร่วมกับหน่วยงานรัฐจึงอาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่องค์ประกอบพื้นฐานของตลาดไทยไม่ได้ให้ผลตอบแทนหรือสร้างมูลค่าที่ดึงดูดใจเทียบเท่ากับตลาดระดับสากลได้สัญญาณเตือนอีกอย่างคือ นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ในประเทศ อย่าง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม ที่เป็นเงินของข้าราชการและพนักงานลูกจ้างคนไทย ต่างปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่ากองทุนที่บริหารเงินออมหลักของประเทศมองไม่เห็นโอกาสการเติบโตที่คุ้มค่าในระยะยาวจากโครงสร้างหุ้นไทยแบบเดิมๆการลงทุนของต่างชาติก็เป็นเครื่องยืนยันในทิศทางเดียวกัน แม้สลับเข้าซื้อชั่วคราวตามจังหวะรีบาวด์ แต่หากพิจารณา ตัวเลขสะสมย้อนหลัง 3 ปีจะพบว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยปีละกว่าแสนล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศไม่สามารถเป็นแรงพยุงตลาดได้อย่างยั่งยืน ส่วนโครงการ TISA ดึงเงินออมของประชาชนรายย่อยเข้ามาก็คงไม่พอช่วยอุ้มตลาดสิ่งสำคัญที่สุดของตลาดทุนทั่วโลกคือการมีสภาพคล่องเพียงพอ และกติกาที่แข่งขันได้ในเวทีโลก แต่ตลาดหุ้นไทยกลับเผชิญ ข้อครหาความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลและการทำธุรกรรม ความได้เปรียบของนักลงทุนบางกลุ่ม กฎกติกาที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง แม้ ก.ล.ต.โชว์ตัวเลขประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่ดีขึ้น ลดเวลาดำเนินคดีเฉลี่ยลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี แต่สิ่งที่นักลงทุนในตลาดคาดหวัง ไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด เท่าเทียม ครอบคลุม และป้องกันการฉ้อฉลของบริษัทจดทะเบียนตราบใดที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่สามารถสร้างสภาพคล่องที่ยั่งยืนในตลาด และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง เกิดความเท่าเทียมปกป้องนักลงทุนทุกระดับได้ ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็มีแต่ต้องไปหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม