คดีฮั้วเลือก สว. สู้กันจนถึงฎีกา หลังชนฝาด้วยกันทุกฝ่าย คดีนี้ไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย หรือคดีความ โดยทั่วไป แต่เป็นคดีการเมืองที่เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมืองและวิกฤติประเทศ เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองการปกครองประเทศ ผลของคดีจะมีผลผูกพันไปถึงตัวบุคคลและสถาบัน รวมทั้งคดีอาญาร้ายแรง ผู้บริหาร รมต. สส.และพรรคภูมิใจไทย สว.อีก จำนวนไม่น้อยกว่า 137 รายที่ถูกกล่าวหา ล้วนแต่เป็นองค์ ประกอบหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน ผลของคดีหมายถึงการล้มล้างการปกครองประเทศ ที่จะนำไปสู่สุญญากาศการเมืองการปกครองและสถานะสัญลักษณ์ของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผลของการพิจารณาวินิจฉัยของ กกต.จึงมีผลออกมาตามที่ประธาน กกต. ณรงค์ กลั่นวารินทร์ และรองเลขาธิการ กกต. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร ร่วมแถลง เริ่มจากไทม์ไลน์การรับเรื่องร้องเรียนการฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา จำนวน 610 เรื่อง กกต.รับไว้พิจารณาจำนวน 593 เรื่อง และมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติลงรับสมัครเลือก สว. จำนวน 6,670 ราย รวมทั้งสำนวนคดีที่ ดีเอสไอ ส่งเรื่องการกระทำความผิดในการเลือก สว.ให้ กกต.ดำเนินการไต่สวน ตาม พ.ร.ป. กกต.เป็นที่มาของการตั้ง คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 จากจำนวน ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 427 ราย ใน 7 ข้อกล่าวหา โดยใช้เวลาในการสอบสวนตามกรอบเวลา 90 วัน และขยายเวลาสอบสวนอีก 30 วัน รวมเป็น 120 วัน ขั้นตอนต่อไปรองเลขาธิการ กกต.ได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ปรากฏว่าได้มีการร้องคัดค้านสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 กกต.ได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 36 ขึ้นมาทำการสอบสวนข้อโต้แย้งคัดค้าน เป็นเวลา 90 วัน มีการขยายเวลาในการสอบสวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน รวมเป็นเวลา 150 วัน โดยปกติแล้วสามารถที่จะมีความเห็นแตกต่างกันได้และความเห็นของคณะกรรมการ สอบสวน ไม่ได้ผูกพันกับความเห็นของ กกต. เป็นข้อมูลประกอบการ พิจารณาเท่านั้นการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนชุดที่ 36 ประกอบด้วยเอกสารจำนวนกว่า 7.5 หมื่นหน้า และ กกต.ได้นำสำนวนการสอบสวนเข้าพิจารณาถึง 11 ครั้งใน 7 ข้อกล่าวหา ได้แก่ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้การช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับการเลือกเป็น สว. 2.ผู้สมัครรับเลือก สว.ยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ให้ความช่วยเหลือให้ได้รับตำแหน่ง สว. 3.แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีที่ กกต.กำหนด และอ้างคดีดำที่ศาลอาญาได้มีคำตัดสินไปแล้วผู้สมัครสามารถนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้งได้ และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปเก็บโพยในสถานที่จัดการเลือกตั้งได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งโพยจะแบ่งเป็นโพยธรรมดาและโพยที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้สมัครที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาทุกราย 4.สัญญาว่าจะให้ 5.จัดงานเลี้ยงจัดประชุม 6.เรียกรับผลประโยชน์ในการลงหรือไม่ลงสมัคร 7.ยอมรับผลประโยชน์เลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครสรุปว่า กกต.มีมติส่งฟ้อง สว.ที่ดำรงตำแหน่งจำนวน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว.ที่ไม่ได้เป็น สว. และ สว.สำรองจำนวน 36 ราย และบุคคลอื่นจำนวน 15 ราย รวมแล้วเป็นจำนวน 77 ราย จากผู้ถูกกล่าวหา ที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว.จำนวน 137 ราย สว.สำรอง 1 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว.อีก 2 ราย รวมเป็น 140 ราย ขั้นตอนต่อไป กกต.จะพิจารณาสำนวนฟ้องเป็นเวลา 60 วัน อยู่ในขั้นตอนการส่งศาลฎีกาอีก 60 วัน แต่สุดท้ายไม่ว่าผลของการวินิจฉัยจะจบอย่างไรสว.สำรองก็สีเดิมอยู่ดี.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม