ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วงในทุกวงการว่าประเทศไทยได้ไม่คุ้มเสีย....หรือได้อย่างเสียอย่างจากการเปิดประเทศ อ้าแขนรับทัพนักลงทุน “ดาต้า เซ็นเตอร์” จากทุกมุมโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังจากมีการร้องเรียนว่าบริเวณย่านพระราม 9 ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 เพราะได้กลิ่นเหม็นของน้ำมันเป็นเวลา 2 เดือนกว่า และหวั่นวิตกกังวลว่าจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้อันทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า “ดาต้า เซ็นเตอร์” ซึ่งดำเนินกิจการโดยบริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ คราวด์ เซอร์วิสเซล จำกัด ตั้งอยู่ในกลางเมือง ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ได้มีการกักเก็บน้ำมันดีเซล เพื่อสำรองไว้ใช้ปั่นกระแสไฟฟ้านั่นเป็นเพราะธุรกิจ “ดาต้า เซ็นเตอร์” ต้องการใช้ไฟฟ้า มาก รวมถึงใช้น้ำในปริมาณมากๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ห้ามไฟตก–ไฟดับ โดยเด็ดขาด!!!จากกรณีการตั้ง “ดาต้า เซ็นเตอร์” กลางใจเมืองหลวง ทำให้ทุกฝ่ายลุกขึ้นมาให้ความสำคัญเริ่มจาก “ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าฯ กทม. สั่งระงับและชะลอใบอนุญาต และเชื่อว่ายังคงมีตั้ง “ดาต้า เซ็นเตอร์” อีกหลายจุดในเมืองหลวงขณะที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย สั่งการให้มีการประชุม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์) ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประชุม พร้อมขอเป็นประธานเปิดการประชุมครั้งนี้เพื่อกำชับทุกส่วนทำงานอย่างขะมักเขม้นกำหนดกฎหมายกำกับควบคุมธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ให้ชัดเจน ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว ก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการต่อไป เพราะดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่จะนำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่ยุคดิจิทัลส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ก็ต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าจะมีกฎเกณฑ์แนวปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อคลายความวิตกกังวลของประชาชนและที่สุดบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ ได้มีมติให้มีการจัดระเบียบธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ ให้มีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนับจากนี้ หรือภายในเดือน ต.ค.2569 ต้องเห็นแนวทางการกำกับดูแลกฎระเบียบที่ชัดเจนพลันที่รัฐบาลแสดงท่าทีการจัดระเบียบการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ ทำให้หลายฝ่ายแสดงความเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่ลุกขึ้นมาทบทวนปรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ใหม่ ทบทวนความคุ้มค่าการลงทุน คุ้มทุนต่อประเทศไทย ประชาชนคนไทย สิ่งแวดล้อมไทย เพราะประเทศไทยต้องแบ่งปันทรัพยากรอย่างมาก ทั้งน้ำไฟและพื้นที่ให้กับการลงทุน “ดาต้า เซ็นเตอร์”ขณะเดียวกันต้องนำกรณีของต่างชาติมาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ใช่ว่าต้องการเม็ดเงินลงทุนอย่างเดียว แต่ธุรกิจนี้อาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะระบบส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีล้วนๆ จ้างคนทำงานน้อยมาก และรายได้ส่งตรงไปยังประเทศเจ้าของหลายคนหวั่นวิตกจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย กรณีส่งเสริมธุรกิจค้าออนไลน์ในอดีต ที่ได้ประกาศความร่วมมือกับ “อาลีบาบา” แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากจีน ซึ่งเชื่อว่าไทยได้ประโยชน์น้อยมาก แม้ “อาลีบาบา” จะเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย สร้างการตื่นตัวการค้าขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทยอย่างคึกคัก แบบได้อย่างเสียอย่างแต่สุดท้ายสินค้าจากจีนถาโถมเข้ามาในประเทศไทยล้นทะลัก และราคาต่ำมาก แบบไม่มีกำแพงภาษีใดๆมาขวางกั้น ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก ประสบปัญหาขาดทุน หลายรายถึงขั้นปิดกิจการแต่ที่สุดรัฐบาลเห็นแล้วว่า “ไทยเสียประโยชน์...เอสเอ็มอีไทยเสียหาย” จึงได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ส่งทางออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่มจัดเก็บเมื่อเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้เกือบ 3,000 ล้านบาทขณะที่เอสเอ็มอีไทยหลายราย เริ่มกลับเข้าสู่สนามแข่งขัน...ชูสินค้าคนไทยทำ ผลิตในไทย ช่วยกันอุดหนุนสินค้าไทย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ เกิดพายุเศรษฐกิจหมุนหลายรอบในชุมชนดังนั้นจึงหวังว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของ “อนุทิน” และขุนพลเศรษฐกิจ “เอกนิติ” จะจริงจังที่จะทบทวนปรับรื้อยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน “ดาต้า เซ็นเตอร์” ใหม่ทั้งระบบแบบ “เริ่มต้นนับหนึ่ง” สำหรับการลงทุนธุรกิจ “ดาต้า เซ็นเตอร์”และจำเป็นมากน้อยเพียงใด ที่จะมีธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์มากกว่า 100 รายลงทุนในประเทศไทย เพื่อหวังเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหลายแสนล้านบาท จากปัจจุบันสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติให้มีการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 42 ราย คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนเกือบ 800,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องปราบจริง ปราบจัง อย่าทำแค่ลูบหน้าปะจมูก จับกุมผู้ลักลอบตั้ง “ดาต้า เซ็นเตอร์” และลักลอบใช้น้ำไฟ!!! โปรดอย่าปล่อยให้ใช้ทรัพยากรไทยฟรีๆ ...กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตุง...ลอยนวลหายไปเลย.ดวงพร อุดมทิพย์คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม