กลิ่นเปลี่ยนแปลงโชย “นักการเมือง” นั้นมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างคือ “จมูกไว” ทำให้มองสถานการณ์บ้านเมืองได้ไวกว่าคนกลุ่มอื่นๆ จะเป็นเพราะอะไร ไม่ว่าประสบการณ์ข้อมูลข่าวสารที่ใกล้ชิดกว่าแต่โดยรวมแล้วค่อนข้างจะแม่นแน่นอน ไม่ว่าคนกลุ่มไหนก็ตามย่อมมองออกแล้วว่าสถานการณ์ทางการเมืองไม่ค่อยจะดีนัก มีเค้าลางว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้แต่ก็ยังไม่แน่ใจเพราะดูรัฐบาลไม่ได้วิตกทุกข์ร้อนให้ปรากฏ โดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดีคล้ายมีความมั่นใจสูงจะเป็นเพราะมั่นใจในเสียงสนับสนุนมั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลมั่นใจในความมี “เส้นใหญ่”ก็แล้วแต่...ทว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นจริงนั้นดูจากมีการขอตั้งพรรคใหม่ การเข้าสังกัดพรรค และที่น่าสนใจที่สุดคือความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “แคร์” ภายใต้การนำของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่รู้กันดีว่าเป็นคนสำคัญบ้านจันทร์ส่องหล้าแม้ “นายใหญ่” จะไม่แสดงเองแต่การที่กลุ่ม “แคร์” ออกมาเคลื่อนไหวก็น่าจะรู้ดีว่าหมายถึงอะไรกลุ่มแคร์ได้เสนอแนวคิดใหม่ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้เข้ากับสถานการณ์ และเป็นแนวทางที่จะนำเสนอต่อประชาชนนั่นก็คือทิศทางของ “เพื่อไทย” ที่จะเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนหลังจากต้องพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งจนต้องมาเป็นเบอร์รอง “ภูมิใจไทย” ด้วยความเจ็บปวดวันนี้ต้องยอมรับสภาพแต่ก็พร้อมที่จะฟื้นตัวได้ทันที“ทักษิณ ชินวัตร” คงจะได้โอกาสแสดงความคิดความเห็นอย่างปลอดโล่งสักที หลังจากต้องซ่อนกายเพราะไม่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังต้องอาศัยใบบุญ “อนุทิน” คนเส้นดีเพื่อประคองตัวเองเมื่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเริ่มเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายอีกครั้งหวังกลับมาผงาดในเส้นทางการเมือง2 จุดที่ต้องลุ้นกัน1.การประชุม กกต.ชุดใหญ่ 14 ก.ย.69 ว่าด้วยเรื่องฮั้ว สว.2.ม็อบลงถนนจะ “จุดติด” หรือไม่?สองเรื่องสองประเด็นนี้คือจุดชี้ขาดไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็ต้องลุ้นไปต่างกันนี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หากออกมาในแง่บวก รัฐบาลก็รอดตัวไป แต่ก็ทำงานไม่ราบรื่นแล้วเนื่องจากจะต้องเจอแรงเสียดทานในรูปแบบต่างๆหากมาแง่ลบ รัฐบาลก็จบไม่มีทางเลือกอย่างอื่นอีกไม่นานเกินรอคงได้เห็นกัน!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม