พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวในการเสวนา “ร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย” ในงาน POWER TO LIVE #2 2026 “เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน” เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นประเด็นสำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากคนเมืองต้องเผชิญกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ การเดินทางที่ใช้เวลานาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลเดิมพบความชุกของโรคซึมเศร้าในคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ร้อยละ 2.7 กทม. จึงปรับการทำงานจากเชิงรับสู่เชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพประชาชน 1,000,000 คนรองปลัด กทม. กล่าวต่อไปว่า จากการคัดกรองประชาชนมากกว่า 100,000 คน พบว่ากว่า 70% มีภาวะเครียด และการคัดกรองเชิงลึกมากกว่า 370,000 คน พบภาวะเครียดระดับน้อย 91.77% ระดับปานกลาง 6.21% และระดับมากที่สุด 0.94% ขณะที่ผู้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอยู่ที่ 6.18% โดยกลุ่มอายุ 15-34 ปี มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงสุด ร้อยละ 21.25 รองลงมาคืออายุ 35-49 ปี ร้อยละ 13.35 และอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 9.86 นอกจากนี้ กทม. มีระบบเชื่อมต่อสู่การดูแลต่อเนื่อง โดยคลินิกสุขภาพจิตของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้ารับบริการ 4,314 คน และได้รับการดูแลต่อเนื่อง 3,507 คน “หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพจิต คือ ไม่รอให้ป่วยแล้วจึงรักษา แต่ค้นหา ป้องกัน ดูแล และติดตามตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยพัฒนา Bangkok Mind ภายใต้แนวคิด “One Bangkok Mental Health Data System” เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา การส่งต่อ และการติดตามผล ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ไปจนถึงโรงพยาบาล เพื่อค้นหาผู้มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกและส่งต่อเข้าสู่การดูแลที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว” พญ.เลิศลักษณ์กล่าว.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่