“ข้าวเหนียวมะม่วง–Mango Sticky Rice” อาหารหวาน หรือขนมไทยแท้แต่โบราณ กลายเป็นไวรัลในโซเชียลแทบจะในทันที ที่ “Trader Joe’s” ซุปเปอร์มาร์เกตชื่อดังในสหรัฐฯวางขาย ตามหลัง “ขนมครก–Thai Coconut Pancake” ที่เป็นไวรัลไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ข้อมูลจาก “สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า Trader Joe’s นำเข้าข้าวเหนียวมะม่วงแบบแช่แข็งพร้อมรับประทานจากไทย และขายครั้งแรกในเดือน ส.ค.69 ในราคา 4.69 เหรียญสหรัฐฯ/กล่อง ประกอบด้วย ข้าวเหนียวมูน มะม่วงน้ำดอกไม้ ซอสกะทิ และถั่วเขียวทอด อุ่นด้วยไมโครเวฟเพียง 50 วินาที ก็รับประทานได้ทันทีโดยชูจุดขายที่เป็นสินค้า Vegan และ Plant-Based สำหรับผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลอดกลูเตน (Gluten-Free) ที่ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้โปรตีนจากแป้ง รวมถึงไม่เติมสารกันเสีย สี และกลิ่นสังเคราะห์ อีกทั้งมีความสะดวก รวดเร็วในการรับประทาน ใช้เวลาอุ่นไม่ถึง 1 นาที นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเก็บไว้ได้นาน เพราะเป็นแบบแช่แข็งหลังการเปิดตัว สินค้าได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วบนสื่อโซเชียลในสหรัฐฯ มีผู้บริโภคจำนวนมากรีวิว และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้สินค้าในบางสาขาหมดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เว็บไซต์เกี่ยวกับอาหาร Allrecipes รายงานว่า ผู้บริโภคให้คะแนนสูงถึง 11 จากเต็ม 10 คะแนน ส่วนเว็บไซต์ Real Simple ระบุว่า มีการพูดถึงสินค้าอย่างต่อเนื่องบน Facebook และ Redditความนิยมของข้าวเหนียวมะม่วงไทยยังส่งผลให้ในตลาดสหรัฐฯมีการต่อยอดนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นมากมาย อย่างขนมขบเคี้ยวแบบข้าวอบกรอบ เช่น Mango Sticky Rice Crips ของ Trader Joe’s หรือแบรนด์ “เจ้าสัว” (Chao Sua) ถือเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยวของสหรัฐฯอีกทางและนอกจากข้าวเหนียวมะม่วงไทยวางขายที่ Trader Joe’s แล้ว ยังมีวางขายที่ห้างค้าปลีกชั้นนำยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯอย่าง Costco ด้วย ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของขนมไทยในการขยายตลาดเข้าสู่ห้างซุปเปอร์มาร์เกต ห้างค้าปลีก ที่เรียกว่า Mainstream ของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น นอกเหนือจากการวางขายผ่านร้านอาหารไทย และร้านขายสินค้าจากเอเชียสคต.ลอสแอนเจลิส มีคำแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยควรใช้ประโยชน์จากความนิยมของอาหารไทยในสหรัฐฯ เพื่อต่อยอดอาหารและขนมไทยสู่ผลิตภัณฑ์แช่แข็ง และพร้อมรับประทาน ที่รับประทานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงนำรสชาติและเอกลักษณ์ของไทย ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และคุณลักษณะของสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาด Mainstream และขยายฐานผู้บริโภคในสหรัฐฯแม้ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาตรการภาษี และมาตรการกีดกันต่างๆ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ และสร้างความเป็นธรรมด้านการค้า จนสร้างความเสียหายให้กับคู่ค้าทั่วโลก แต่สำหรับสินค้าที่สหรัฐฯไม่สามารถผลิตได้เอง รวมถึงอาหาร ยังคงเป็นที่ต้องการ และยังคงขายดีแน่นอน ถ้าผลิตได้ตามมาตรฐานสากล และตรงตามความต้องการผู้บริโภค.ฟันนี่เอสคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม