สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนถึง “ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ปกติของไทย” โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “ลงทุนพุ่งแต่จีดีพีหดตัว เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา?” หลังจากที่ สภาพัฒน์ ได้แถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% หดตัวจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 2.8% ทั้งที่เลขา BOI แถลงว่า ไตรมาส 2 การลงทุนจริงพุ่งกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% ทำให้ครึ่งปีแรกปีนี้มีเม็ดเงินลงทุนจริงสูงถึง 535,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน แต่จีดีพีกลับลดลง แล้วเงินลงทุนมันหายไปไหนในระบบเศรษฐกิจไทยวันวาน แบงก์ชาติ ปล่อยงานวิจัยล่าสุดของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด:โจทย์ใหญ่ ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ยิ่งตอกย้ำ “สภาพเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวของไทย” สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นภาวะที่ “ทุนอยู่ผิดที่” (Capital Misallocation) จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยไม่โตไปไหน ทั้งที่ลงทุนลงไปมากมายงานวิจัยระบุว่า ธุรกิจไทยไม่ได้กำไรลดลง (กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เพิ่มขึ้น) แต่ประสิทธิภาพการใช้ทรัพย์สินลดลง ทำให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ปรับลดลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ย 8.3% ในปี 2566 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2567 ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ลดลงแทบทุกภาคธุรกิจ จาก 1.24 รอบ หรือ 0.88 รอบ ทั้งใน ภาคการผลิต ภาคบริการดั้งเดิม ภาคบริการสมัยใหม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์หนึ่งหน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้น้อยกว่าเมื่อสิบปีก่อนที่น่าเป็นห่วงก็คือ ทุนของเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ผิดที่ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลปี 2556 กับปี 2567 พบว่า ทุนไหลไปกระจุกในกิจการที่ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ลดลง แต่กิจการที่ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์สูงขึ้นกลับเติบโตจำกัดหรือหดตัวลงงานวิจัยป๋วยระบุว่า กลไกหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ คือ “ระบบสถาบันการเงิน” ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงเงินออมไปสู่การลงทุนของภาคธุรกิจ เนื่องจากระบบการเงินของไทยมีลักษณะ Bank–based Financial System ภาคธุรกิจพึ่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นหลัก ประสิทธิภาพในการคัดเลือกและจัดสรร สินเชื่อของธนาคาร จึงส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการไหลของทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ทั้งในมิติ “การเข้าถึงสินเชื่อ” และ “การจัดสรรสินเชื่อ” อย่างไรก็ดี ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับปรากฏว่า กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงได้รับทุนน้อยกว่าและมีต้นทุนทางเงินสูงกว่ากิจการที่ด้อยประสิทธิภาพกว่าปัญหา Misallocation นี้ ได้ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น การจัดสรรเงินที่รันทดนี้ ส่งผลให้ SMEs ต้องรับเคราะห์สองเด้ง คือ เข้าถึงทุนยากกว่า และต้องจ่ายแพงเกินความเสี่ยง งานวิจัยระบุอีกว่า เมื่อพิจารณาลึกลงไปในระดับกลุ่มธุรกิจพบว่า ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งทุน ไม่ได้กระทบธุรกิจทุกกลุ่มเท่ากัน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของภาคธุรกิจไทย แม้ใน กลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (high efficiency) 30% แรก ก็มี SMEs เพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ที่ได้รับสินเชื่อ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับสินเชื่อกว่า 60% ทำให้สินเชื่อมีการกระจุกตัวสูง สินเชื่อ 3 ใน 4 อยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่เอสเอ็มอีนับแสนรายได้ส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4นอกจากนี้ธุรกิจ SMEs ยังต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าอีกด้วย ธุรกิจขนาดเล็กมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% ประมาณครึ่งหนึ่งของธุรกิจขนาดเล็กวันนี้ แบงก์ชาติ และ กระทรวงการคลัง ต่างก็เห็นและตระหนักถึงปัญหาของชาติแล้ว ก็อยู่ที่จะกล้าแก้ปัญหาหรือไม่ ผมเคยเสนอว่า ให้มีข้อกำหนดอัตราส่วนสินเชื่อสำหรับ SMEs เหมือนกติกาเปิดสาขาของแบงก์พาณิชย์ต่างจังหวัดในอดีต เช่น ปล่อยสินเชื่อ 100 บาท ต้องมีสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี 30 บาท หรือ 70/30 เป็นต้น การจัดสรรสินเชื่อจะได้กระจายอย่างทั่วถึงและไม่รันทดอีกต่อไป เราจะได้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม