ผมเขียนย้ำมาตลอดว่า ประเทศไทยไม่ได้จน มีเงินทุนล้นประเทศ แต่จีดีพีกลับขยายตัวต่ำรั้งท้ายอาเซียน 6 เนื่องจาก โครงสร้างเศรษฐกิจล้าหลัง แต่ทุกรัฐบาลก็ไม่ยอมแก้ไข เพราะเป็นเครื่องมือที่สร้างความร่ำรวยให้ผู้มีอำนาจมาตลอด ล่าสุดคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเปิดเผยในงานเสวนา The INTANIA Forum คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน ปัจจุบัน ธปท.ต้องดูดสภาพคล่องออกจากตลาดผ่านเครื่องมือต่างๆ ถึงวันละ 5–6 ล้านล้านบาท ลองคิดเล่นๆ เดือนหนึ่งมี 30 วัน ประเทศไทยมีเงินสดที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้นำไปลงทุนสูงเดือนละ 150–180 ล้านล้านบาท หรือ เกือบ 10 เท่าของจีดีพีเห็นตัวเลขแล้วก็ตกตะลึง ประเทศไทยเสียโอกาสไปฟรีๆ มากมายเพียงใดสาเหตุที่ทำให้ไทยมีเงินทุนเหลือล้นมากมายเช่นนี้ ผู้ว่าการวิทัย ระบุว่า ปัญหาคือเงินทุนจำนวนมากไม่ได้ไหลไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ (จนกลายเป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียน 6) เงินทุนที่มีอยู่กว่า 75% ถูกจัดสรรไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีกลับติดลบต่อเนื่องมานานถึง 15 ไตรมาสแล้ว แม้เอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้สูงถึง 63%ตัวเลขที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติเปิดเผยนี้ สะท้อนถึงการจัดสรรเงินทุนที่ “เหลื่อมล้ำ” และ “ไม่เป็นธรรม” ของสถาบันการเงินในประเทศไทยผู้ว่าการวิทัย ยังได้เปิดเผยถึงความเหลื่อมล้ำอีกด้านของ SME ก็คือ “ต้นทุนทางการเงิน” โดย เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 3.9% ต่างกันเท่าตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน (เพราะต้นทุนไม่เท่ากัน) แนวทางการแก้ไขคือ การพัฒนา Big Data เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินสินเชื่อ ลดต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) และต้นทุนการปล่อยกู้ ฐานข้อมูลดังกล่าวจะไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลเครดิตแบบเดิม แต่จะรวบรวมข้อมูลหลากหลาย ทั้งประวัติเครดิต รายการเดินบัญชี การใช้น้ำใช้ไฟ และข้อมูลทางเลือกอื่นๆ เพื่อประเมินศักยภาพผู้กู้ได้รอบด้านมากขึ้นผู้ว่าการวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีความสามารถในการรับแรงกระแทก ปรับตัวและเดินหน้าต่อได้ หัวใจสำคัญคือ “การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะ Resource Misallocation หรือ การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฉุดรั้งการผลิตและศักยภาพการเติบโตของประเทศความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้นึกถึง “กฎเกณฑ์แบงก์ชาติในอดีต” ที่ บังคับให้ธนาคารที่ขอขยายสาขาในกรุงเทพฯ ต้องไปเปิดสาขาในต่างจังหวัดด้วย เพื่อกระจายโอกาสไปให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล แม้จะขาดทุนธนาคารก็ต้องไปเปิดสาขา นี่คือโครงสร้างทางการเงินที่ถูกต้อง แต่ช่วงหลังตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ธปท.ได้ผ่อนปรนเงื่อนไขดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ที่ขยายสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ต้องไปเปิดสาขาในต่างจังหวัดควบคู่อีกต่อไป ระยะหลังเทคโนโลยีการเงินก็ก้าวหน้ามากขึ้น มีโมบายแบงกิ้ง ล่าสุดคือ Virtual Bank ธนาคารไร้สาขา ทำให้ธนาคารทยอยปิดสาขาในต่างจังหวัดและสาขาที่ไม่ทำกำไร ก็ยิ่งทำให้มีสาขาน้อยลง การเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอีก็ยิ่งยากขึ้น เพราะต้องมีเงื่อนไขเรื่อง Data อย่างที่ผู้ว่าการ ธปท.ระบุเดือนกรกฎาคม ธปท. เพิ่งปรับลดค่าบริการและค่าธรรมเนียมต่างๆของธนาคารพาณิชย์ที่สูงเกินไป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผมคิดว่า ธปท. สามารถนำหลักการนี้มาใช้กับ “การกระจายเงินทุน” ระหว่าง ธุรกิจขนาดใหญ่ กับ ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 75 ต่อ 25 เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น โดย ธปท.อาจกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเงินทุนเป็น 60 ต่อ 40 ผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพจีดีพีประเทศไทยได้อีกมากทีเดียวจะทำให้ ธนาคาร ธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี จีดีพีประเทศไทย เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกันอย่างยั่งยืนแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม