ไทยเพิ่งโดนภาษีตอบโต้ใหม่จากสหรัฐฯ 12.5% เมื่อ 24 ก.ค. สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่โดนแค่ 10% ด้วยข้อหา “ขาดกลไกหรือมาตรการที่เข้มงวดเพียงพอในการห้ามและปราบปรามการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการแข่งขันที่เป็นธรรมของภาคการผลิตในสหรัฐฯ” ภายใต้ มาตรา 301 ของ กฎหมายการค้าสหรัฐฯ ค.ศ.1974 เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราวเดิมตามมาตรา 122 ที่ให้อำนาจฉุกเฉินแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯในการเรียกเก็บภาษีที่ร้อยละ 10 ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.รัฐบาลภูมิใจไทย ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล รู้เรื่องนี้นานแล้ว และได้ส่ง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ บินไปเจรจากับสหรัฐฯแล้ว แต่ล้มเหลวคุณศุภจี เจ้าของฉายา “ซุปเปอร์จี” ที่เคยโด่งดังเรื่องแก้ปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำ (แต่ยังไม่สำเร็จ) การขายข้าว 5 แสนตันให้จีน (ไม่รู้ครบหรือยัง) ได้แถลงเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ก่อนบินไปสหรัฐฯเพื่อเจรจาแก้ปัญหามาตรา 301 หรือ 122 ให้สหรัฐฯลดภาษีลงมาเหลือ 10% ว่า วันที่ 15–17 ก.ค. จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐฯเพื่อเจรจากับสหรัฐฯในกรณีไทยถูกไต่สวนตามมาตรา 301 และมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ การเจรจาครั้งนี้มุ่งเน้นรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคการส่งออกไทย ภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าไทยจาก 12.5% ให้กลับมาอยู่ที่ 10% เท่ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหลังจากที่ คุณศุภจี กลับจากสหรัฐฯ วันที่ 24 ก.ค. สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯก็ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าไทยเป็น 12.5% สูงกว่ามาเลเซียที่ได้ 10% ก็ไม่รู้ “ซุปเปอร์จี” ไปเจรจากับสหรัฐฯว่าอย่างไรผลจึงออกมาติดลบเช่นนี้ล่าสุด 28 ก.ค. หลังจากที่ไทยโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้า 12.5% คุณศุภจี ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อีกว่า รัฐบาลพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯในทุกด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เร่งเจรจาความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯขอให้ประเทศคู่ค้าลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งภาษีและมิใช่ภาษีให้กับสินค้าและบริการและการลงทุนของสหรัฐฯ เพื่อลดการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯมีต่อประเทศนั้นๆ ข้อตกลงนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดว่า ประเทศไทยจะได้รับอัตราภาษีที่ 19% ตามที่เคยตกลงกันไว้ หรือต้องกลับไปเจอกับอัตราภาษีใกล้เคียงกับอัตรา 36% ตามที่สหรัฐฯประกาศไว้แปลความว่า ถ้าคุณศุภจีเจรจาไม่สำเร็จอีก ไทยจะเจอภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯหนักกว่า 12.5% ใช่ไหม อาจจะเป็น 19% หรือ 36% ใช่ไหม แล้วการบินไปเจรจาถึงสหรัฐฯ เมื่อ 15-17 ก.ค. ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยหรือ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงใช่ไหมวันนี้ ไทยถูกสหรัฐฯตั้งโจทย์ชัดเจนแล้วว่าอยู่เทียร์ 2 ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อยู่เทียร์ 1 ทั้งคู่ วันก่อน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เกียรตินาคินภัทร โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า ไทยโดนภาษี 12.5% เป็นแค่ไม้แรก ไม้สองที่จะตามมาคือ การสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” (Structure Excess Capacity) โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯพุ่งเป้าไปยัง 16 เขตเศรษฐกิจหลักรวมถึง จีน ยุโรป เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย และ ไทย ตั้งแต่ ยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ไปจนถึงแผงโซลาร์ ไม้สองนี้ คุณศุภจี รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ เตรียมพร้อมรับมือหรือยัง เพราะไม่ได้พูดถึงเลยไม้สองนี้ ดร.พิพัฒน์ บอกว่า น่ากลัวกว่าไม้แรก เพราะไม่ใช่แค่ว่า เราจะโดนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือเราจะโดน “แพงกว่าคู่แข่ง” หรือเปล่าถ้าเราโดนเยอะกว่าเยอะ อาจกระทบคำสั่งซื้อ และการลงทุนใหม่ๆมีโอกาสย้ายฐานกันอีกรอบ และกระทบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ภาษีคือ “เกมต่อรอง” คำถามของประเทศไทยวันนี้คือ คุณศุภจี ในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์ มีความเชี่ยวชาญใน “เกมต่อรอง” ระหว่างประเทศมากแค่ไหน ที่ผ่านมายังไม่เห็นความสำเร็จเลย.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม