วันนี้ตรงกับ “วันอาสาฬหบูชา” วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกหลังจากที่ทรงตรัสรู้ด้วย “ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ ปัญจวัคคีย์ จน พระอัญญาโกณฑัญญะ ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์แรก เกิด “พระรัตนตรัย” ครบบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ วันสำคัญวันนี้ผมชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง “ปัญญา” กันนะครับ“ปัญญา” ที่พระพุทธเจ้าสอนคือ ความรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตเพื่อการดับทุกข์ ปัญญามีในสัตว์ที่มีภูมิปัญญา เช่น มนุษย์ เทวดา แต่ไม่มีในสัตว์เดรัจฉาน หัวใจหลักของปัญญามี 3 ประการคือ 1.สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน การศึกษาเล่าเรียน 2.จินตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ใช่เชื่อตามกันมา 3.ภาวนมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญจิตตภาวนา ลงมือปฏิบัติฝึกจิตและสมาธิด้วยตนเอง“ปัญญา” ที่จะเล่าสู่กันฟังวันนี้เป็น ปัญญาในยุค AI จากปาฐกถาของ พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธัมมสากิโย) ศิษย์เอก สมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ในที่ประชุม National Director Conference 2026 จัดโดยสถาบัน IOD ในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์ภายใต้การกำกับของปัญญามนุษย์” ซึ่งน่าสนใจ ยิ่ง ท่านเริ่มต้นด้วยคำถาม “เมื่อเทคโนโลยีฉลาดขึ้นเรื่อยๆมนุษย์กำลังสูญเสียคุณค่าของตนเองหรือไม่” เพราะไม่ว่าเอไอจะฉลาดแค่ไหน สุดท้ายโลกก็ไม่ได้ตัดสินความสามารถของเอไอ แต่ตัดสินจากคุณภาพของมนุษย์ผู้สร้าง ผู้ใช้และผู้กำกับ AIAI ตอบคำถาม HOW แต่มนุษย์ตอบคำถามว่า WHY AI ไม่มีศีลธรรม ไม่มีมโนธรรม ไม่มีความรับผิดชอบ มันเพียงเรียนรู้จากสิ่งที่มนุษย์ป้อนให้ เมื่อ AI ทำผิด ผู้ที่ต้องรับผิดชอบจึงไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็นมนุษย์ผู้ออกแบบ ผู้อนุมัติ ผู้กำกับมันนั่นเองพระอนิลมาน ได้แยกคำสองคำ คือ “ความฉลาด” กับ “ปัญญา” ที่คนไทยมักใช้ปนกันจนแยกไม่ออก “ความฉลาด” คือ ความสามารถในการคำนวณ วิเคราะห์ จดจำและประมวลผลข้อมูล สิ่งนี้ AI ทำได้ อย่างยอดเยี่ยม แต่ “ปัญญา” คือ ความสามารถในการมองเห็นความจริงแบบ Multiple Perspectives เห็นเหตุเห็นผล เห็นผลกระทบที่มีต่อผู้อื่น และรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ปัญญาต้องมาพร้อมสติ ความรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร กำลังถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำอยู่หรือไม่ AI จึงมีความฉลาด แต่ยังไม่มีปัญญาจากตรงนี้ อาจารย์ได้วางกรอบความคิดสำหรับกรรมการบริษัททุกคนไว้ 3 ระดับ1.ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ปัญญาเชิงคำนวณ ใช้ตอบคำถามว่า ทำได้หรือไม่ 2.ปัญญามนุษย์ (Human Intelligence) ปัญญาแห่งการตัดสินใจและความคิดสร้างสรรค์ ใช้ตอบคำถามว่า ทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด 3.ปัญญาตื่นรู้ (Awakened Intelligence) ปัญญาที่เห็นจริงและรับผิดชอบต่อผล ใช้ตอบคำถามว่า ควรทำหรือไม่และจะเกิดประโยชน์ต่อใครบ้าง จุดอันตราย ที่สุดคือการหยุดแค่ระดับ 2 เพราะมนุษย์ที่ฉลาดก็อาจใช้ความฉลาดนั้นเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ต่างไปจากเครื่องจักรที่ไร้ปัญญาปลายทางที่แท้จริงจึงต้องไปให้ถึงระดับ 3พระอนิลมาน ยังแบ่ง ปัญญามนุษย์ ออกเป็น 4 มิติ ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดครอบครองได้1.ปัญญาแห่งจริยธรรม (Ethical Wisdom) AI บอกได้ว่าแนวทางใดสร้างกำไรได้มากที่สุด แต่ไม่บอกว่าแนวทางนั้นเป็นธรรมที่สุดหรือไม่ 2.ปัญญาแห่งความเห็นอกเห็นใจ (Empathe tic Wisdom) AI วิเคราะห์ได้ว่าพนักงานคนใดมีแนวโน้มลาออก แต่นั่งรับฟังความทุกข์ของเขาไม่ได้ 3.ปัญญาแห่งบริบท (Contextual Wisdom) โลกแห่งความจริงไม่มีคำตอบขาวหรือดำเสมอไป แต่อยู่ในความเข้าใจผู้คน วัฒนธรรม และจังหวะเวลา ผู้นำที่ดีจึงใช้ AI เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทน 4.ปัญญาแห่งความรับผิดชอบ (Accountable Wisdom) เมื่อ AI ตัดสินใจผิด มนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบเสมอ องค์กรที่มีธรรมาภิบาลจะไม่ซ่อนตัวอยู่หลังคำว่า “ระบบเป็นผู้ตัดสินใจ” เห็นหรือยังครับ “ความฉลาดของ AI” กับ “ปัญญามนุษย์” แตกต่างกันอย่างไร และมนุษย์ต้องมีบริบทอย่างไร.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม