วันนี้วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าพระพุทธเจ้า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานพระพุทธเจ้าข้าคนไทยคนจีนมีความสัมพันธ์กันมานานหลายร้อยปี จนมีคำกล่าวว่า คนจีนคนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน วันนี้ผมชวนท่านผู้อ่านไปดู “วิธีคิดแบบจีน” ในยุค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กันนะครับ ผู้นำจีนมีวิธีคิดในการพัฒนาประเทศอย่างไร จึงประสบความสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังสร้างความหวั่นไหวให้กับ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จนต้องออกกฎหมายมากีดกันมากมายวันก่อนได้อ่านโพสต์ของ คุณวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง เขียนถึงการพัฒนาประเทศจีนว่า ถ้าอยากรู้ว่าจีนกำลังจะเดินไปทางไหน ต้องอ่าน Government Work Report รายงานการดำเนินการของรัฐบาล คุณวรภัคได้เขียนถึงภารกิจข้อที่สองของรัฐบาลจีนเรื่อง “การเร่งสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจ” หัวข้อนี้รัฐบาลจีนไม่ได้พูดเพียงเรื่อง AI แต่ “ออกแบบระบบอุตสาหกรรมของประเทศใหม่ทั้งหมด” เริ่มจากการยกระดับโรงงานเดิมให้เป็น Smart Factory ผลักดัน Digital Transformation และสร้างห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะจากนั้นจึงเร่งสร้าง 6 อุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่–วงจรรวมหรือชิป (Integrated Circuits)–การบินและอวกาศ–ชีวเภสัชภัณฑ์–เศรษฐกิจน่านฟ้าระดับต่ำ (Low–altitude Economy)–ระบบกักเก็บพลังงานยุคใหม่–หุ่นยนต์อัจฉริยะสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ จีนไม่ได้มอง 6 อุตสาหกรรมเป็น 6 เรื่อง เขามองเป็น “ระบบเดียว” คือ ชิปเป็นสมอง, AI เป็นระบบประสาท, หุ่นยนต์เป็นแรงงาน, ระบบกักเก็บพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกไฟฟ้า, เศรษฐกิจน่านฟ้าระดับต่ำเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี, ชีวเภสัชภัณฑ์ คือการผสาน AI เข้ากับวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จีนไม่ได้เลือกแค่อุตสาหกรรม แต่กำลังสร้าง Ecosystemทีนี้มาดู “วิธีคิดแบบรัฐมนตรีไทย” ดูบ้าง เริ่มตั้งแต่การชักชวนบิ๊กเทคในสหรัฐฯ และยุโรปเข้ามาลงทุน Data Center ในไทย เพราะมีข่าวไปลงทุนใน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แต่จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่มี “กฎหมายควบคุม Data Center” ในขณะที่ประเทศอื่นมีหมดแล้ว จึงไปชักชวนให้บิ๊กเทคมาลงทุน แต่ไทย แค่ขออนุญาต กทม. สร้างเป็นโกดังเก็บสินค้้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็สร้าง Data Center ขนาดใหญ่ที่กินน้ำกินไฟมหาศาลใจกลาง กทม. ได้โดยไม่ต้องทำ EIA ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เลวร้ายที่สุด คือ ไม่มีหน่วยงานไหนกำกับดูแลควบคุมผลกระทบที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์“วิธีคิดแบบรัฐมนตรีไทย” เรื่อง AI ที่อื้อฉาวอีกโครงการคือ TH–AI Passport ที่คิดเป็นชิ้นเดียว เอาเงินภาษีกว่า 1,600 ล้าน ไปซื้อบัญชี AI มาแจกให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเล่นฟรี 1 ปี แล้วจบกัน อ้างว่าพัฒนาศักยภาพ AI ของคนไทย เป็นวิธีคิดที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวนโยบาย AI ของจีนไม่ได้หยุดแค่ Ecosystem แต่ยังขยายต่อด้วย “AI Plus” นำ AI ไปผนวกกับอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ การบริโภค บริการประชาชน บริการภาครัฐ และ ตั้งเป้าให้มีการใช้อุปกรณ์อัจฉริยะและ AI Agents มากกว่า 70% ภายในปี 2027 และมากกว่า 90% ภายในปี 2030 พร้อมกับ ส่งเสริมระบบนิเวศ Opensource เพื่อลดต้นทุนการใช้ AI ช่วยให้บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น จนบิ๊กเทคสหรัฐฯ OpenAI, Anthropic, Google ที่เป็นระบบปิดราคาแพงยังกลัวขึ้นสมอง ถ้ารัฐบาลไทยไม่เปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาประเทศ ยังคิดกอบโกยเป็นชิ้นๆ สุดท้ายจะนำประเทศไทย ไปสู่ความล้าหลัง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงยิ่ง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม