“ชัชชาติ” ประชุมปราบขบวนการพ่อทิพย์ เผยเพิกถอนสัญชาติเด็กสวมสิทธิคนไทยแล้ว 24 ราย สั่งเจ้าหน้าที่เขตออกจากราชการแล้ว 1 คน ปลัด กทม.ล้อมคอกสั่งทุกเขตเพิ่มมาตรการตรวจสอบการแจ้งเกิด โดยเฉพาะมารดาชาวต่างชาติกับพ่อชาวไทย เบื้องต้นพบประเด็นปัญหา 8 สำนักงานเขต ตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ลูกชาวต่างชาติย้อนหลังไป 10 ปีพบมีถึง 1,400 ราย หากพบข้อเป็นเท็จจะยกเลิกสูติบัตรทั้งหมด ด้าน กมธ.สธ. สภาฯ ถกปม “พ่อทิพย์” พบเด็กต่างด้าวสวมสิทธิอื้อ แค่ใน กทม.อยู่ในข่ายต้องสงสัยอีกกว่าครึ่งพันที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ก.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้ลูกของมารดาชาวต่างชาติ ระบุมีบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติ มีนายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และนายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัด กทม. เข้าร่วมหลังประชุม นายชัชชาติเผยว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนกรณี “พ่อทิพย์” นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาขอสัญชาติไทย ยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบกระทำผิดแล้ว 24 ราย กทม.สั่งให้ออกจากพนักงานราชการไปแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องระดับเขต ขณะนี้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่อง มีรองปลัด กทม.เป็นผู้ดำเนินการเร่งประสานกรมการปกครองถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีบิดาชาวไทยมีภรรยาหลายคนล้วนเป็นชาวต่างชาติ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังนายชัชชาติกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันสั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีอาจเชื่อมโยงโรงพยาบาลเอกชนพบข้อมูลว่า ขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว ส่วน กทม.จะตรวจสอบวินัยตามระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายใน เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ถือเป็นจุดเสี่ยง ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ มีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้นๆ เช่น เขตราชเทวีมีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง ต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไป ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใครเพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ“ปัญหาที่เจอในอดีตคือ บางครั้งเจ้าหน้าที่อาจให้ความไว้วางใจทางโรงพยาบาล เพราะมีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ได้ตรวจสอบละเอียดการทุจริตคงมีเพราะเราให้พนักงานออกไปแล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตและเชื่อถือโรงพยาบาลด้วย ต้องไปสืบถึงต้นตอ แต่เราไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่าเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวด้านนายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัด กทม.กล่าวว่า ได้รับคำสั่งการจากผู้ว่าฯให้ตรวจสอบทุกเขตโดยเฉพาะความรัดกุมการแจ้งเกิดกรณีมารดาเป็นชาวต่างด้าวและบิดาเป็นชาวไทย เบื้องต้นพบประเด็นปัญหา 8 สำนักงานเขต นอกเหนือจากเขตธนบุรีที่ปรากฏเป็นข่าว สำหรับมาตรการใหม่จะกำหนดให้ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนบุตรของบิดาชาวไทยว่าเกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่ เพิ่มขั้นตอนให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับชำนาญการพิเศษเป็นผู้อนุมัติและตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทำสมุดคุมการแจ้งเกิดกรณีกลุ่มเสี่ยงนี้เป็นการเฉพาะ“รายชื่อ 24 รายที่ยืนยันความผิดแล้ว สำนักงานเขตจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนสูติบัตรใบเดิมและออกใบใหม่ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้เด็ก ส่วนกรณีที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังจะแจ้งกรมการปกครองระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนหรือ “ล็อกข้อมูล” ไว้ก่อน หากไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอ หรือไม่มาให้ข้อเท็จจริงตามระเบียบจะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน โมเดลการทำงานนี้จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ” ปลัด กทม.กล่าวนายธนิตกล่าวด้วยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ชาวต่างชาติย้อนหลังไป 10 ปี พบมี 1,400 ราย หากพบมีมูลเป็นเท็จจะยกเลิกสูติบัตร หากพบความเสี่ยงสูงหรือมีเหตุอันควรจะล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์จะเพิกถอนสูติบัตรส่วน พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือ การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาจำนวนรายที่แท้จริง หากมีหลักฐานเพียงพอจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่เว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลการตรวจสอบในอีกหลายเขตพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข สภาฯ แถลงหลังการประชุม กมธ.พิจารณาปัญหาการจดแจ้งบุตรของคนต่างด้าวสวมสิทธิ์เป็นเด็กสัญชาติไทย แอบอ้างใช้สิทธิ์เป็นลูกของชายไทยหรือพ่อทิพย์ว่า กมธ.เชิญตำรวจดูแลคดี กรมการปกครอง ตัวแทน กทม. ตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข และตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ มาร่วมชี้แจง หลังจับกุมได้ 2 รอบขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องพบว่ามีโรงพยาบาลเอกชนเกี่ยวข้อง 8 แห่ง อาจมีโรงพยาบาลรัฐเพิ่มเติม กมธ.อยากให้ขยายผลไปถึงต้นตอ เพราะคาดว่า ทำเป็นขบวนการใหญ่“ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตถึงความร่วมมือทั้งตำรวจ กทม. กรมการปกครอง และกระทรวงการต่างประเทศ เพราะพบข้อมูลชวนสงสัย เฉพาะใน กทม.พิสูจน์แล้วพบว่าเป็นพ่อทิพย์รวม 32 ราย ยังมีกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และกลุ่มที่ต้องสงสัยรอการพิสูจน์ตรวจดีเอ็นเอ พ่อ แม่ ลูกอีก 556 ราย กรมการปกครองรับปากว่า รมว.มหาดไทยสั่งให้ตรวจสอบย้อนหลังไป 15 ปี รวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศด้วย กมธ.ประสานกระทรวงการต่างประเทศขอให้ตรวจสอบพาสปอร์ตกลุ่มเด็กเหล่านี้ว่า เจตนาทำเป็นเรื่องค้ามนุษย์หรืออยากได้สัญชาติไทย สันนิษฐานว่าทำเป็นขบวนการใหญ่แน่นอน หลังฟังรายงานตำรวจภาพรวมยังไม่ขยายผลไปถึงเบื้องหลัง แต่พบตัวเลขเด็กสวมสิทธิ์พ่อทิพย์มากขึ้นจนน่าตกใจ เฉพาะใน กทม.เกินครึ่งพัน นี่แค่ปีเดียวยังไม่มีข้อมูลต่างจังหวัด” นายสกลธีกล่าว นายสกลธีกล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการตรวจสอบง่ายมาก จากโรงพยาบาลที่ทำคลอดส่งไปยังสำนักงานเขต สำนักงานเขตเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็รับรองเลย ที่ผ่านมาเป็น 10 ปีไม่มีการตรวจรายละเอียด ตนคิดว่าหากกลับไปตรวจน่าจะพบหลาย 1,000 เคส กมธ.การสาธารณสุขจะร่วมกับ กมธ.ปปง.ตรวจสอบเส้นเงินว่า เงินที่มาถึงเจ้าหน้าที่แต่ละคนมีแนวโน้มทุจริตที่ไหนบ้าง เพื่อให้ขยายผลไปถึงขบวนการใหญ่ เพราะอยากขุดรากถอนโคนถึงกลุ่มทุนเทาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่