หลังจากมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติพลังงาน กระทบการขนส่ง และราคาสินค้าผลพวงสงครามตะวันออกกลาง เพื่อประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า ล่าสุดรัฐบาลเริ่มเดินหน้าสู่โหมดขับเคลื่อนบ้างแล้ว โดยเรียกประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ.เป็นครั้งแรกการประชุมครั้งนี้จะเรียกว่าเป็น ครม.เศรษฐกิจขนาดย่อม หรือ ครม.เศรษฐกิจ พลัสอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เป็นอย่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธาน กรอ. ระบุคือ ถือเป็นนิมิตใหม่ที่ภาครัฐและเอกชนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อทำให้เศรษฐกิจประเทศมั่นคง แข็งแรง ยั่งยืนและจะมีการประชุม กรอ.ในลักษณะนี้ทุกๆเดือน หรือประมาณ 6 สัปดาห์ ต่อครั้ง เพื่อให้รัฐบาลได้นำเสนอนโยบายต่างๆ พิจารณาเรื่องที่ต้องกลั่นกรองด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็รับฟังข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อนำเข้าพิจารณาใน ครม.ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม และสามารถสั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ที่น่าสนใจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้นำเสนอแผนหรือโรดแม็ปเศรษฐกิจ โดยประกาศจะผลักดันให้จีดีพีของไทยให้เติบโตสูงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนแตะระดับใกล้ 30 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก ภายใน 4 ปีนอกจากนี้ กรอ.จะจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ตามเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก คือ เศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการเชื่อมโยงโลก การพัฒนาคน และการปฏิรูปภาครัฐ โดยคณะอนุกรรมการชุดต่างๆจะช่วยเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเร่งปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนระยะเร่งด่วนรวมทั้งได้กำหนด 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง และจะมุ่งสนับสนุนในระยะข้างหน้า คือ 1.เกษตรและอาหาร 2.ยานยนต์ ที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตที่ดี จึงต้องมุ่งสู่ยานยนต์แห่งอนาคต 3.อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล 4.ยาและสุขภาพ 5.การท่องเที่ยว 6.การค้าขาย และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์งานนี้แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชน และมีการกำหนดแผน เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่การปักหมุดนำประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นตา ตื่นใจ และสร้างความหวังได้ เพียงแต่ว่าสุดท้ายก็ต้องรอดูที่ภาคปฏิบัติ ไม่ใช่จบเพียงแค่โชว์แผนสวยหรูอย่างที่ผ่านๆมา.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม