ผมก็คงเหมือนกับพสกนิกรชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่ตื่นขึ้นมาเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ด้วยความรู้สึกที่โทมนัสใจและเศร้าหมองอย่างยิ่ง เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หรือ “พระองค์ภา” ของปวงชนชาวไทยสิ้นพระชนม์แล้วโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง เมื่อเวลา 07.26 น. และเพียงชั่วครู่ต่อมา ข่าวที่ทำให้คนไทยบังเกิดความโศกเศร้าอาดูรเป็นล้นพ้นนี้ก็กระจายไปทั่วประเทศนับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย เพราะ “พระองค์ภา” นั้น ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของพสกนิกรในฐานะ “เจ้าฟ้า” ที่เจริญพระชันษาเคียงคู่มากับการเจริญเติบโตผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านสุข ผ่านทุกข์ ของ “ประเทศไทย” มาโดยตลอดเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ก็ทรงเป็นขวัญใจของปวงชนชาวไทย ดังวีดิทัศน์เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพ เมื่อครั้งเรียนชั้นอนุบาลชั้นประถมที่มีการนำมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งในช่วงเวลานี้โดยเฉพาะวีดิทัศน์เมื่อครั้งประเทศไทยของเราชนะการประกวดนางงามจักรวาลเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2531 โดย คุณภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นั้นเป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศมีความสุขอย่างยิ่งสุดจะพรรณนาได้จากวีดิทัศน์นี้ทำให้คนรุ่นๆผมต้องหวนกลับไปรำลึกถึงความสุขอย่างเหลือจะกล่าวได้ในครั้งนั้นอีกครั้งหนึ่งดังนั้น เมื่อได้เห็นภาพ “พระองค์ภา” ประทับบนตักคุณภรณ์ทิพย์ และทรงชื่นชมหยอกล้อนางงามจักรวาลด้วยความรักใคร่ สนิทสนมก็อดที่จะน้ำตาคลอเสียมิได้ต่อมาเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น และทรงสอบเข้าศึกษาต่อ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยทรงใช้ชีวิตนักศึกษาเช่นเดียวกับนักศึกษาร่วมรุ่นทั่วไปเสด็จไปเสวยพระกระยาหารตามร้านอาหารต่างๆ ทั้งที่ศูนย์รังสิต และท่าพระจันทร์ เช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไปในช่วงเวลานั้นเมื่อจบแล้วทรงไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ก็ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับนักเรียนไทยที่ไปเรียนนอก และทรงจบปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัย “ท็อป 10” ของสหรัฐฯแห่งนี้อย่างสมพระเกียรติจากนั้น ก็ทรงเข้ารับราชการสนองพระคุณแผ่นดินในหลายๆด้าน รวมทั้งทรงเป็นอัยการ, ทรงเป็นเอกอัครราชทูต และล่าสุดคือ ถวายพระองค์เป็นนายทหารราชองครักษ์ของสมเด็จพระราชบิดาในตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลเอกพิเศษ)กล่าวได้ว่านับแต่ทรงพระเยาว์จนเจริญพระชันษาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนั้น ทรงเป็นที่รักและชื่นชมของปวงชนชาวไทยในทุกๆด้าน ตลอดมาการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์ท่านจึงนำมาซึ่งความเสียใจ และเสียดายอย่างใหญ่หลวงจากพสกนิกรในที่สุดนี้ผมขอหยิบยืมบทกวีจากคุณ จิระนันท์ พิตรปรีชา อดีตนิสิตจุฬาฯ ที่เคยมีบทบาทสูงยิ่งในยุค “14 ตุลา 2516” และอดีตนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยคอร์แนล ที่เผยแพร่อยู่ในเฟซบุ๊ก 2 วันที่แล้วมาน้อมส่งเสด็จพระองค์ท่าน ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งคุณจิระนันท์ตั้งชื่อบทกวีนี้ว่า “ส่งเสด็จสู่อ้อมกอดพระอัยยิกา” หรืออ้อมกอดของในหลวง รัชกาลที่ 9...มีเนื้อความดังนี้ครับ“กล่อมนิทราเมฆสวรรค์บรรจถรณ์เทพร่ายพรเชิญประทับกลับแดนสรวงแผ่นดินหม่นกล่นวิโยคโศกล้นทรวงอาลัยร่วงหลั่งฝนชลธร พิมานรัตยา “องค์ภา” สถิตร้อยลิขิตความรักเป็นอักษร สักการะพระมิ่งขวัญนิรันดร ส่งเสด็จสู่อ้อมพระกรพระอัยยิกา”ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบกาลนิรันดร์.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม