“โควิด-19” ชื่อนี้กลับมาเขย่าขวัญสั่นประสาทคนไทยกันอีกระลอก โดยเฉพาะกระแสข่าวลือหนาหูในโลกโซเชียลเกี่ยวกับไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ล่าสุด ลือกันเป็นไฟไหม้ฟาง...สายพันธุ์นี้แอบซุ่มเงียบ ยึดพื้นที่การระบาดในประเทศไทยไปแล้วเกินครึ่งต้นเดือนที่ผ่านมา “กรมควบคุมโรค” ยืนยันปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ “โควิด–19” สายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในประเทศ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าการติดตามสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล การเฝ้าระวังเหตุการณ์ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด–19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30–39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20–29 ปี ตามลำดับทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลังพลิกแฟ้มข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568-23 เมษายน 2569 พบว่า “สายพันธุ์ NB.1.8.1” เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้าผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกย้ำว่า “ประเทศไทย”...มีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการส่งตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจำแนกสายพันธุ์และประเมินความเสี่ยงเชิงลึกประเด็นสำคัญมีว่า มาตรการนี้...จะทำให้ประเทศไทยสามารถติดตามสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติของเชื้อได้อย่างทันท่วงทีตอกย้ำ...ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วยการเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Yong Poovorawan” โพสต์ (3 มิถุนายน 2569) โควิด-19 ในปีนี้การระบาดล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา ใน 2 ปีที่ผ่านมาการระบาดจะเริ่มตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นมา ในปีนี้การระบาดเพิ่มขึ้นหลังจากนักเรียนเปิดเทอมในปลายเดือนพฤษภาคมและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น สายพันธุ์ที่พบ จากการถอดรหัสพันธุกรรมของเราเอง ที่ศูนย์ไวรัสจุฬา ตัวอย่างล่าสุดถูกจำแนกว่าเป็น RE.1.1.5 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยในกลุ่ม Cicada หรือจักจั่น สายพันธุ์ที่พบเป็นลูกของสายพันธุ์จักจั่นอีกทีจากข้อมูลสายพันธุ์ในทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่าสายพันธุ์ย่อยในกลุ่มจักจั่น Cicada มีสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาไวรัสที่กำลังหมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน รองลงมาคือ RV.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ XFG (กำหนดชื่อเป็น XFG.23.1.3.1)โดยสรุป...สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเมื่อปีที่แล้ว ในขณะนี้การระบาดจะเป็นสายพันธุ์ที่เป็นลูกหลานสืบต่อมาไม่ว่าจะสืบต่อมาต่อจากสายพันธุ์จักจั่น หรือสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก็ตาม โดยมีอักษรไปถึงตัว P Q R แล้ว...สายพันธุ์ที่เกิดมาใหม่ไม่ได้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเลย มีแต่แนวโน้มของวิวัฒนาการปรับตัวให้คงอยู่ โดยมนุษย์มีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นไวรัสลดความรุนแรงลง เพื่ออยู่ด้วยกันในภาพรวมความรุนแรงของโรคจึงไม่ได้มากไปกว่าไข้หวัดใหญ่และการกลายพันธุ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตลอด การพัฒนาวัคซีนจึงตามไม่ทัน ทำให้ความจำเป็นในการที่จะต้องได้รับวัคซีนน้อยลงอย่างมากโรคโควิด-19 ยังคงเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่ปิดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม “กรมควบคุมโรค” ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยและหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้น...หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง...“ตื่นตัว อย่าตื่นตูม” คาถาสู้โรค.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม